วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

7 เคล็ดลับผลาญส่วนเกิน




ถ้าสาวๆ อยากได้รูปร่างสวยเพรียว นอกจากจะต้องเอาจริงกับมันแล้ว ยังต้องมีวิธีลดน้ำหนักที่ถูกต้องด้วย


1. งดอาหารที่มีไขมันอย่างเด็ดขาด
วิธีนี้จะช่วยให้หน้าท้องลดลงได้ดีที่สุด เพราะหน้าท้องของเราจะเป็นที่แรกที่ร่างกายจะเอาไขมันส่วนเกินมาสะสมไว้


2. จำกัดปริมาณอาหารเรียงกันไปในแต่ละมื้อ
ทานมื้อเช้าให้มากที่สุด มื้อกลางวันรองลงมา ส่วนมื้อเย็นควรเป็นมื้อที่ทานน้อยที่สุด หรือกินแค่ผลไม้หรือสลัดผักสักจานก็พอแล้ว


3. ออกกำลังกายอย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์
แต่ละครั้งไม่ต่ำกว่า 30 นาที สาวๆควรจะออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้การเผาผลาญไขมันส่วนเกินเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และเมื่อสลายไขมันได้แล้ว การออกกำลังกายต่อไปก็จะทำให้กล้ามเนื้อกระชับและป้องกันไม่ได้ไขมันกลับมาอีก


4. สำหรับการออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนักนั้น
จะต้องเน้นที่การเคลื่อนไหวเป็นจังหวะด้วยจึงจะได้ผลดี เช่น เต้นแอโรบิก วิ่ง ว่ายน้ำ


5. ถ้าสาวๆ อยากจะออกกำลังกายเฉพาะส่วนเพื่อลดหน้าท้อง
ควรจะทำในช่วงเช้าจะได้ผลดีที่สุด เพราะในตอนเช้าเป็นเวลาที่ระบบต่างๆ ในลำไส้กำลังทำงาน ถ้าได้ออกกำลังกายก็จะยิ่งเสริมการเผาผลาญบริเวณนี้ให้มากขึ้น


6. สำหรับท่าบริหารลดหน้าท้อง
ไม่ว่าจะเลือกทำท่าใดก็ตาม ควรจะทำไม่ต่ำกว่าเซ็ตละ 15 ที จากนั้นก็ค่อยๆ เพิ่มจำนวนเซ็ตขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึง 3 เซ็ตใน 1 ครั้ง

7. ถ้าจะลดหน้าท้องให้ได้ผล
หัวใจหลักอยู่ที่การทำให้กล้ามเนื้อหน้าท้องได้เคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ถ้าท่าลดหน้าท้องที่สาวเลือกใช้ทำไม่ได้ตามนี้ ก็แสดงว่าท่านั้นเป็นท่าที่ไม่ได้ผลหรือต่อให้ออกกำลังกายอย่างหักโหม แต่หน้าท้องไม่ได้เคลื่อนไหวเลย ก็เท่ากับว่าเสียแรงเปล่าอยู่ดี

อาหารสิวที่สาวๆควรระวัง



เรื่องธรรมดาที่ซ่อนความไม่ธรรมดาไว้ เพราะอาหารนอกจากจะให้ประโยชน์แก่ร่างกายแล้ว อาหารยังมีส่วนทำให้เกิดโรคและช่วยป้องกันรักษาโรคได้เช่นกัน ดังนั้นการกินอาหารจึงต้องพิถีพิถันเป็นพิเศษ เพื่อให้ได้มาซึ่งอาหารที่มีคุณค่าครบถ้วนตามหลักโภชนาการ เพื่อสุขภาพที่ดี และช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรค ยกตัวอย่างใกล้ตัว อย่าง สิว ที่มีคนไข้จำนวนไม่น้อยทีเดียวที่มีต้นเหตุหรือปัจจัยเสริมของสิวก็มาจากอาหารที่รับประทานนั่นเอง ซึ่งอาหารที่กระตุ้นและก่อให้เกิดสิวมี 3 ประเภทหลัก คือ

1. นม ผลิตภัณฑ์จากนม Daily Product เช่น นมข้นหวาน ชีส โยเกิร์ต ไอศกรีม เค้ก เบเกอรี่ และอาหารที่ผสมของนม เนื่องจากนมเป็นอาหารย่อยยาก เมื่อรับประทานเข้าไปจะเกิดหมักหมมในกระเพาะอาหาร และเกิดการเจริญเติบโตของ Yeast ซึ่งเมื่อเพิ่มมากขึ้นก็จะเกิดการกระตุ้นให้เกิดสิวได้ แต่ถ้าหากเกรงว่าจะทำให้ร่างกายขาดสารอาหารที่คอยได้รับจากนม เราสามารถเลือกทานจากอาหารกลุ่มอื่นได้ เช่น ไข่ เต้าหู้ ถั่วต่างๆ ปลาตัวเล็ก และเนื้อสัตว์ เพื่อทดแทนโปรตีนและแคลเซียมจากนมได้

2. อาหารที่หวานจัด ก็จะเป็นอาหารของ Yeast ในกระเพาะอาหารเช่นเดียวกัน ทำให้ Yeast เจริญเติบโตได้ และยังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของ Hormone ทำให้ Hormone ไม่คงที่ ขึ้นๆ ลงๆ ตลอดเวลา เป็นสาเหตุของการเกิดสิวเพิ่มมากขึ้น

3. คาเฟอีน จากชา กาแฟ เครื่องดื่มบำรุงกำลัง น้ำอัดลม เป็นตัวกระตุ้นให้ Yeast เติบโตและเกิด toxin เป็นของเสียในร่างกาย และกระตุ้นให้เกิดสิวได้ง่าย

คนที่มีอาการสิวอักเสบมาก เป็นๆ หายๆ ตลอดเวลา หากทำการรักษามาหลายวิธี แต่สิวก็ยังไม่หายขาด อาจทดลองได้โดยการงดอาหารทั้ง 3 กลุ่ม ดังกล่าวข้างต้น สัก 1-2 เดือน หากผลที่ออกมาทำให้เกิดสิวลดลงหรือไม่เกิดสิวใหม่ ก็เป็นไปได้ว่าคุณอยู่ในกลุ่มที่ถูกกระตุ้นให้เกิดสิวจากอาหารเหล่านี้ และสามารถแก้ไขปัญหาสิวได้ไม่ยากอีกต่อไป

สูตรผิวสวยด้วยข้าวโพด



ข้าวโพด นิยมนำมาเป็นส่วนผสมของเครื่องสำอางค์และครีมบำรุงผิวที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว และช่วยชะลอวัย เนื่องจากมีวิตามินซี บี1 และสารต้านอนุมูลอิสระแซนโทฟิลล์ (Xanthophyll)



สูตร 1โลชั่นลดจุดด่างดำ
ปั่นเมล็ดข้าวโพด 1 ถ้วยกับน้ำต้ม 1/3 ถ้วยจนละเอียด กรองเอาแต่น้ำ ผสมน้ำมะนาว 2 ช้อนชาและน้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ คนให้เข้ากัน ทาให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ 20 นาที ทาทับอีกครั้งแล้วทิ้งไว้อีก 15 นาที ล้างออกด้วยน้ำเย็น


สูตร 2 สูตรครีมหน้าขาว-กระชับรูขุมขน
ปั่นเมล็ดข้าวโพด 1 ถ้วยกับน้ำต้มสุก 3 ช้อนโต๊ะจนเป็นครีม เติมน้ำมะนาว 3 ช้อนชาและไข่ขาว 1 ฟองปั่นต่อจนเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำมาทาทั่วใบหน้า ใช้ปลายนิ้วคลึงเบาๆ เน้นบริเวณหน้าผาก จมูก คาง ประมาณ 10 นาที พอกทิ้งไว้ 15 นาที ล้างออกด้วยน้ำอุ่น ตามด้วยน้ำเย็น



ขอบคุณเนื้อหา

วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ฝังเข็มเพื่อความงาม

การฝังเข็ม คือ การแทงเข็มลงไปบนจุดฝังเข็มตามร่างกาย โดยคาเข็มไว้สักครู่.. หลังจากนั้นจึงนำเข็มออก การฝังเข็มเป็นการรักษาโรค โดยใช้หลักการรักษาของแพทย์แผนจีนที่มีพัฒนาการมากกว่า 4000 ปี

การฝังเข็มเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งของแพทย์แผนจีนโบราณ ปัจจุบันได้รับการยอมรับและเชื่อถือมากขึ้นจากแพทย์แผนตะวันตก เพราะสามารถอธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์ โดยใช้หลักของประสาทสรีรวิทยา คือเมื่อมีการกระตุ้นปลายประสาท จะส่งผลให้อวัยวะต่างๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงการทำงาน การฝังเข็มก็คือการใช้เข็มเป็นตัวกระตุ้นซึ่งให้ผลการรักษาดีไม่น้อย เพราะแพทย์แผนจีนได้สั่งสมความรู้มานับพันปีในเรื่องจุดต่างๆ ที่มีความสัมพันธ์กับการทำงานและความสมดุลของร่างกาย


การฝังเข็มเพื่อเพิ่มและลดน้ำหนัก
วิธีฝังเข็มเพื่อเพิ่มหรือลดน้ำหนักถูกกล่าวขวัญกันมาก ด้วยจุดเด่นที่แตกต่างจาก
วิธีลดน้ำหนักอื่น ๆ ตรงที่มุ่งเน้นการมีน้ำหนักที่เหมาะสมพร้อมกับสภาพร่างกายที่แข็งแรง
ไม่มีอันตรายทั้งโดยตรงและผลข้างเคียง

การแพทย์แผนจีนถือว่าสภาวะของร่างกายแต่ละคนไม่เหมือนกัน การรักษาจึงต้องพิจารณาว่าร่างกายของผู้นั้นอยู่ในสภาวะใด สาเหตุของปัญหาอยู่ที่ไหน โดยส่วนใหญ่คนอ้วนหรือมีน้ำหนักเกินมักมีสาเหตุจากการกินมาก แต่นำไปใช้น้อย หรือร่างกายไม่สามารถแปรอาหารเป็นพลังงานเพื่อนำไปใช้ได้หมด นั่นแสดงถึงสภาวะที่ระบบการย่อยและการดูดซึมของร่างกายผิดปกติ จึงทำให้มีไขมันหรือของเสียตกค้างในร่างกาย

สภาวะที่ระบบการย่อยและการดูดซึมของร่างกายผิดปกติมีอยู่สองลักษณะด้วยกันประการแรกคือ มีสภาพแกร่ง หมายถึง ระบบการย่อยและการดูดซึมของร่างกายมีการสะสมความร้อนมากเกินไป ซึ่งเกิดได้จากการกินอาหารร้อน ๆ บ่อย ๆ เป็นเวลานาน การกินอาหารมื้อดึก การกินอาหารประเภทไขมันรวมถึงการกินอาหารปริมาณมากเป็นประจำ ทำให้ได้รับแคลอรี่หรือพลังงานมาก ร่างกายก็ร้อนมาก เมื่อใช้พลังงานไม่หมด ร่างกายสะสมพลังงานที่เหลือไว้ นานเข้าก็มีผลกระทบให้การย่อยไม่ดีตามไปด้วย อาการของคนที่มีสภาวะนี้จะขี้ร้อน เหงื่อออกง่าย กินเก่ง หิวง่าย หน้าแดง ลิ้นแดง ชีพจรเต้นเร็วและแรง ท้องผูก ปัสสาวะมีสีเข้ม

ลักษณะที่สองคือ ระบบการย่อยและดูดซึม มีสภาพพร่อง หมายถึงมีความเย็นมาก ทำให้ร่างกายย่อยไม่ดี ซึ่งจะมีผลให้มีน้ำและความชื้นตกค้างในร่างกายมากสังเกตได้ว่า คนอ้วนที่อยู่ในสภาวะนี้มักจะตัวบวม เนื้อเหลว และตรงกันข้ามกับแบบแรก คือ กินน้อยแต่อ้วน เหนื่อยง่าย ท้องเสียบ่อย ถ้ายิ่งไปกินของเย็น เช่น แตงโม สับปะรด ชมพู่ น้ำชา มะขามแขก ผักผลไม้ต่างๆ ก็จะยิ่งอ้วนขึ้นอีก

การฝังเข็มเพื่อลดน้ำหนักให้ได้ผลจึงต้องขึ้นอยู่กับความชำนาญของแพทย์ในการวินิจฉัยสาเหตุแห่งความอ้วนของคนไข้แต่ละรายได้ถูกต้องด้วย เพราะวิธีบำบัดจะแตกต่างกันตามลักษณะว่าอ้วนแบบใด คนที่อ้วนแบบยิ่งกินยิ่งอ้วนก็ต้องใช้หลักฝังเข็มในจุดที่กระตุ้นให้สมองลดความอยากอาหาร ลำไส้บีบตัวน้อยลง จุดที่ลดความร้อนในกระเพาะและลำไส้ จุดที่ช่วยระบายความชื้นที่ตกค้างหรือที่เรียกว่าระบายเสมหะชื้น กระตุ้นให้เกิดการใช้พลังงาน และกระตุ้นบางจุดให้มีไขมันละลาย ส่วนคนที่กินน้อยแต่อ้วน แพทย์จะฝังเข็มกระตุ้นในจุดตรงข้าม คือกระตุ้นให้กินมากขึ้น ทำให้สุขภาพแข็งแรงขึ้น ท้องไม่ผูก ไม่เสีย บำรุงการย่อยให้แข็งแรง เมื่อระบบการย่อยอาหารทำงานได้ดี ของเสียไม่ตกค้างในร่างกาย อาการบวมก็น้อยลง เป็นการรักษาสมดุลของร่างกาย เรียกว่าผอมลงอย่างแข็งแรง

ในกรณีที่ต้องการเพิ่มน้ำหนัก ก็ทำได้โดยการกระตุ้นที่ศูนย์ควบคุมความหิวความอิ่มให้ส่งผลกลับกัน คือกระตุ้นให้เกิดความอยากอาหาร ให้การดูดซึมสารอาหารเป็นไปได้ดีมากขึ้น เมื่อรับประทานได้มากและร่างกายรับไปใช้ได้ดีขึ้น น้ำหนักก็จะเพิ่มตามมาในที่สุด

คนที่ต้องการลดน้ำหนักทั้งตัว หมอจะใช้เข็มกระตุ้นหลายๆจุดพร้อมกัน แต่หากต้องการลดเฉพาะส่วน ก็ทำได้โดยใช้กระแสไฟฟ้าต่อเข้ากับเข็ม ทำการกระตุ้นเป็นจังหวะทำให้เกิดการสั่นสะเทือนของกล้ามเนื้อ ไขมัน ที่รวมตัวกันเป็นก้อนก็จะแตกตัว ลดขนาดลงและถูกขับออกมาทางท่อน้ำเหลือง ซึ่งปลอดภัยกว่าการดูดไขมันเยอะ

แต่กระนั้นสาว ๆ ใจร้อนที่อยากมีหุ่นสวยกลับไม่ค่อยถูกใจวิธีฝังเข็ม เพราะเห็นผลช้าต้องทำต่อเนื่องอย่างน้อย 10 ครั้ง เปรียบเทียบกับการใช้ยาลดความอ้วนซึ่งเห็นผลเร็วกว่าเพราะยาจะเข้าไปบังคับให้ไม่รู้สึกหิว คุณจึงอดอาหารได้สบาย และผอมลงในเวลาอันรวดเร็วแต่ผลที่ตามมาคือ ร่างกายขาดสารอาหาร ซึ่งอันตรายมาก เมื่อหยุดยาก็มักเกิดผลตรงข้ามที่ เรียกว่า Yo-Yo Effect คือ น้ำหนักเพิ่มกลับมากกว่าเดิมอีกด้วยซ้ำ

นอกจากนี้ยังมีการวิจัยอีกด้วยว่า การฝังเข็มเพื่อเพิ่มหรือลดน้ำหนักจะมีผลให้ความดันเลือดและไขมันในเส้นเลือดลดลง และช่วยปรับระดับอินซูลิน คอร์ติโซน และอะดรีนาลิน ซึ่งเป็นสารที่มีความสัมพันธ์กับการเผาผลาญและการสะสมไขมัน ให้อยู่ในระดับสมดุลสอดคล้องกับสภาพของร่างกาย

ส่วนผลที่ได้รับจากวิธีฝังเข็ม ไม่ได้เน้นว่าคุณสามารถลดหรือเพิ่มน้ำหนักได้เท่าไหร่หากแต่จะพิจารณาถึงสุขภาพโดยรวม เป็นต้นว่า ระบบย่อยทำงานดีขึ้น อาการไม่สบายต่าง ๆ เช่น ท้องอืด ท้องเฟ้อหายไป ร่างกายแข็งแรงขึ้น ตรงนั้นต่างหากเป็นสำคัญ เพราะการฝังเข็มไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มหรือลดน้ำหนักเท่านั้น แต่จะปรับสมดุลของร่างกายให้สุขภาพดีขึ้น

แต่ท้ายสุด สิ่งที่พึงระลึกก็คือ หากคุณยังไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินซึ่งเป็นสาเหตุใหญ่ของความอ้วน การบำบัดก็จะยิ่งเห็นผลช้าหรือเมื่อน้ำหนัดลดแล้วกลับไปมีพฤติกรรมการกินแบบเดิมอีก ก็ต้องเริ่มบำบัดกันใหม่



การฝังเข็มเพื่อชะลอวัยและลดริ้วรอย
ปักเข็มลงไปบนจุดลมปราณบนใบหน้าทำให้เลือดมาเลี้ยงใบหน้ามากขึ้น แก้มมีสีอมชมพูสดใสตามธรรมชาติ และกระตุ้นกล้ามเนื้อใบหน้าให้แข็งแรงเหมือนได้ออกกำลังกาย ยกกระชับขึ้น นอกจากนั้นยังช่วยกระตุ้นให้อวัยวะภายในที่มีลมปราณเชื่อมกับใบหน้าให้แข็งแรงขึ้น

พอกันที พุงป่อง ๆ

เคยเป็นบ้างไหมว่า แม้เราจะลดน้ำหนักสักแค่ไหน หน้าท้องของเราก็ยังป่องไม่เรียบตึงเช้งกะเด๊ะซะที คุณควรรู้ไว้ว่าสาเหตุของพุงป่องไม่ใช่จากการรับประทานเพียงอย่างเดียว และคนพุงป่องก็ไม่ได้แปลว่าอ้วนด้วย แต่อาจเป็นเพียงอาการบวมน้ำเท่านั้น ลองเรียนรู้สักนิดเพื่อหาทางกำจัดพุงป่องๆ แบบถาวรกันดีกว่า


1. การแพ้อาหาร
บางครั้งอาการท้องบวมอาจเกิดจากอาการระคายเคืองหรือการติดเชื้อของระบบย่อยอาหารในช่องท้อง หรืออาจรวมถึงการรับประทานยาบางชนิดที่ทำให้บวมน้ำและยังรวมไปถึงการมีรอบเดือนด้วย แต่ถ้าคุณรู้สึกว่าหน้าท้องของคุณบวมขึ้นผิดปกติหลังทานอาหารบางชนิด ให้สันนิษฐานได้ว่าคุณน่าจะมีอาการแพ้อาหารเข้าให้แล้ว จากสถิติพบว่าอาหารจำพวกแป้งและนมมีโอกาสทำให้เกิดอาการแพ้และบวมมากที่สุด

2.อาหารลดน้ำหนัก
คนที่ชอบหวังพึ่งอาหารลดน้ำหนักจำพวกโลว์-แฟ้ต หรือแฟ้ต-ฟรีมักจะมีปัญหาพุงป่อง เนื่องจากคุณจะคิดว่ามันเป็นอาหารแคลอรี่ต่ำ จึงสามารถกินมากกว่าปกติ อาหารพวกนี้อาจมีพลังงานน้อยกว่าปกติ แต่มันก็ไม่ได้น้อยขนาดนั้น ทางที่ดีหันมารับประทานผักผลไม้ให้มากขึ้นจะดีกว่า รวมทั้งรับประทานอาหารที่มีเอนไซม์ช่วยย่อย อาทิ น้ำมะนาว น้ำส้มสายชูสกัดจากแอ๊ปเปิ้ล หรือผักสดต่างๆ

3.กินช้าๆ แต่บ่อยๆ
เลิกนิสัยรีบกินรีบไปซะที ค่อยๆ เคี้ยวอาหารช้า ๆ เพื่อให้ประสาทรับรู้ของเราค่อยๆ รู้สึกอิ่ม และในแต่ละมื้ออย่ากินให้เยอะจนอิ่มแน่นท้อง คุณควรแบ่งมื้ออาหารออกเป็นมื้อย่อย ๆ แต่อย่ากินขนมจุบจิบจำพวกขนมนมเนยต่าง ๆ เลือกกินผลไม้หรือธัญพืช เมื่อหิวระหว่างมื้อจะดีกว่า

4.ขจัดสารพิษ
แอลกอฮอล์ คาเฟอีน และนิโคตินในบุหรี่มีผลร้ายต่อระบบเผาผลาญอาหารของร่างกาย ส่งผลให้ร่างกายบวมน้ำและยังก่อให้เกิดเซลลูไลท์อีกด้วย ดังนั้นเมื่อรู้เหตุดังนี้แล้วก็แค่ลดละเลิกการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และคาเฟอีนต่าง ๆ และเลิกสูบบุหรี่ไปซะด้วยเลยในเวลาเดียวกัน

5.หัดกินสักนิด
ในกระเพาะของเราจะมีแบคทีเรียอาศัยอยู่เพื่อช่วยในการย่อยอาหาร แต่บางครั้งแบคทีเรียเหล่านี้ก็อาจถูกกำจัดไปจากสภาวะต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเจ็บป่วยหรือการรับประทานอาหารบางชนิด แนะนำให้คุณรับประทานโยเกิร์ตรสธรรมชาติเป็นประจำเพื่อปรับสมดุลแบคทีเรียกลุ่มที่เป็นประโยชน์ จะช่วยทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้นและช่วยให้หน้าท้องของคุณบวมน้อยลงด้วย

6.ดื่มน้ำให้มาก
น้ำเป็นเสมือนขุมทรัพย์แห่งความงามจริงๆ รวมไปถึงอาการบวมน้ำนี้ด้วยคุณควรดื่มน้ำให้ได้อย่างต่ำ 8 แก้วต่อวัน แต่วิธีการดื่มนั้นอย่าดื่มหมดแก้วในคราวเดียวควรจิบน้ำบ่อยๆ เรื่อยๆ เพราะการที่คุณดื่มน้ำแก้วใหญ่ในคราวเดียว จะทำให้กระเพาะปัสสาวะของคุณขยายใหญ่ ถ้าจะให้ดีลองเลือกดื่มขาสมุนไพร อาทิ ชาเป็ปเปอร์มินต์ หรือชาคาโมไมล์แทนน้ำเปล่า โดยเฉพาะการดื่มในช่วงหลังอาหาร จะช่วยให้อาหารที่คุณรับประทานเข้าไป ย่อยได้ดีขึ้นด้วย

7. บริหารกล้ามเนื้อหัวใจ
ผู้หญิงหลายคนเชื่อว่าการซิตอัพทุกวันจะช่วยให้หน้าท้องแบนเรียบแต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่เลย แม้ว่าการซิตอัพจะช่วยสร้างกล้ามท้อง แต่ถ้าร่างกายของคุณนั้นยังปกคลุมด้วยชั้นไขมันแล้วล่ะก็ หน้าท้องเรียบตึงก็จะไม่มีวันโผล่มาให้เห็นหรอก ดังนั้นจึงจำเป็นที่คุณจะต้องออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอเป็นประจำอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน อย่างต่ำ 3 วันต่อสัปดาห์เพื่อให้ร่างกายได้เผาผลาญไขมันออกไป ผนวกกับการซิตอัพ คราวนี้แหละสวยตึงแน่นอน

8. หายใจลึกๆ
เมื่อคุณหายใจเข้าออกแบบลึกๆ จะช่วยให้ร่างกายจะคลายความตึงเครียดออกมา รวมทั้งยังช่วยในการเติมอ็อกชิเจนและพลังชีวิตให้ร่างกายด้วย ทุกครั้งที่คุณหายใจให้พยายามหายใจให้ลึกเข้าไปยังท้อง อย่าหยุดเพียงแค่เก็บลมไว้ในช่องอกการหายใจเข้าออกจากท้องเป็นนิสัยจะช่วยกระชับให้กล้ามเนื้อหน้าท้องแข็งแรงมากยิ่งขึ้น

9. นวดกระชับหน้าท้อง
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าการนวดช่วยได้ จริงๆ เนื่องจากการนวดท้องนั้น ช่วยไล่ลมที่กักเก็บไว้ในช่องท้องได้ และช่วยทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้นด้วย ณ วิธีการนวดก็ไม่ยาก เพียงวางฝ่ามือลงบนท้องแล้วนวดวนตามเข็มนาฬิกา ถ้าอยากเห็นผลลัพธ์เร็วขึ้น คุณอาจใช้ครีมจำพวกกระชับกล้ามเนื้อหน้าท้องร่วมด้วยก็ได้

สูตรผิวสวยหน้าใสด้วยชาดำ

แม้ทุกวันนี้เราจะรู้จักชาต่างๆ ในฐานะพี่เลี้ยงความงามหลากหลายรูปแบบ แต่น้อยคนนักจะรู้ว่า ชาดำ เป็นตัวช่วยสำคัญในเรื่องความสวยความงามตั้งแต่หัวจรดเท้า เนื่องจากอุดมไปด้วยวิตามินอีและซี ซึ่งเป็นแอนติออกซิแดนท์ตัวเอกที่เอาชนะ free radical อันก่อให้เกิดความร่วงโรยได้อย่างสบายๆ


นอกจากนี้ ชาดำยังมีฤทธิ์ช่วยสมานผิว มีสารที่ทำให้เนื้อเยื่อหดตัวเข้าหากัน มีสารที่มีประโยชน์อย่าง แทนนิน ที่ช่วยปลอบประโลมผิวคล้ำจากการอยู่กลางแสงแดดเป็นเวลานานได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ด้วยประโยชน์ที่ครอบคลุมนี้เอง ชาดำจึงช่วยให้เราสวยอย่างมีสุขภาพดีแบบที่ใครต้องทัก ตอนนี้เราไปตามหาเคล็ดลับความงามที่ซ่อนอยู่ในชาดำกันได้เลย



แก้ผิวคล้ำหลังออกแดด
บ้านเราแดดแรง สาวคนไหนที่ออกแดดบ่อยคงต้องระวัง เพราะการอยู่ท่ามกลางแดดจัดนานเกินไปเป็นการเปิดช่องให้เกิดฟรีเรดิคัล ตัวการสำคัญที่ทำร้ายผิว วันนี้เราจะใช้ชาดำที่มีทั้งวิตามินอีและซีและแทนนินที่ช่วยแก้ปัญหาผิวไหม้จากแสงแดดได้ดี มาสยบผิวคล้ำเสีย ทำไปพร้อมๆ กันเลย



1. แช่ถุงชาดำ 4 ถุง ในน้ำร้อน 2 ถ้วย ทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง นำถุงชาขึ้น
2. ใช้ผ้าสะอาดหรือผ้าขัดตัว (ที่มีลักษณะก้อนกลมใคล้ายลูกบอล) ลงชุบน้ำชาให้ชุ่ม บีบพอสะเด็ดน้ำ แล้วนำไปวางบริเวณผิวที่คล้ำหรือไหม้แดด นาน 15 นาที
3. ทิ้งระยะ 1-2 ชม. แล้วทำซ้ำให้ได้วันละ 4 ครั้ง

หรือจะผสมน้ำอุ่นในอ่างอาบน้ำ นำถุงชาดำ 5-6 ถุงใส่ลงไป จากนั้นลงแช่ตัวประมาณ 10-15 นาที


แก้ตาบวมและรอยคล้ำรอบดวงตา
1. แช่ถุงชาดำ 2 ถุง ในน้ำร้อน 2 ถ้วย ทิ้งไว้ 3-5 นาที นำขึ้นรอจนสะเด็ดน้ำ นำเข้าแช่ตู้เย็นจนถุงชาเย็น
2. หลับตาลง นำถุงชาวางลงบริเวณดวงตาทั้งสองข้าง ทิ้งไว้ 10-20 นาที ยกออก ปล่อยให้แห้งโดยไม่ต้องล้างออก


ริมฝีปากนุ่มชุ่มชื้นลดความหมองคล้ำ
1. แช่ถุงชาดำ 1 ถุง ในน้ำร้อน 1 ถ้วย ทิ้งไว้ 3-5 นาที นำขึ้นรอจนสะเด็ดน้ำ
2. นำถุงชาวางบนริมฝีปากที่สะอาดหรือล้างเครื่องสำอางออกหมดจดแล้ว ทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที ยกถุงชาออก ปล่อยให้แห้ง


เส้นผมทอประกาย
สูตรนี้ช่วยให้ผมดำเงางามและสวยเป็นประกายได้ทันใน แต่ต้องชงชาให้แก่สักหน่อย
1. แช่ถุงชาดำ 3 ถุง ในน้ำร้อน 2 ถ้วย ทิ้งไว้ 20 นาที หรือรอจนน้ำชาเย็นลงจนมีอุณหภูมิปกติ
2. สระผมให้สะอาดรอจนผมหมาด เทน้ำชาที่ได้ลงบนผมโดยไม่ต้องล้างออก เช็ดผมให้แห้ง


ลบเลือนจุดด่างดำบริเวณโหนกแก้มและจมูก
1. แช่ถุงชาดำ 1 ถุง ในน้ำร้อน 1 ถ้วย ทิ้งไว้ 3-5 นาที นำขึ้นรอจนสะเด็ดน้ำ
2. นำถุงชาวางบริเวณจุดด่างดำประมาณ 20 นาที ยกออก ปล่อยให้แห้งเอง


ดับกลิ่นเท้า
1. แช่ถุงชาดำ 3 ถุง ในน้ำร้อน 3 ถ้วย ทิ้งไว้ 30 นาที หรือรอจนพอที่จะแช่เท้าได้
2. แช่เท้าในน้ำชาประมาณ 20 นาที แล้วเช็ดเท้าให้แห้ง

ถึงแม้ชาจะเป็นตัวช่วยสารพัดประโยชน์ก็ตาม แต่เราก็ควรแก้ที่ต้นตอของปัญหา เช่น หลีกเลี่ยงแสงแดด และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ แค่นี้ก็สวยด้วยวิธีง่ายๆ

หมายเหตุ : หากชาดำเป็นแบบตวง ให้ใช้ประมาณครึ่งช้อนชาแทนชาดำ 1 ถุง

ลดต้นขาสู่ขาเรียวสวย


ผู้หญิงร้อยทั้งร้อยปรารถนาที่จะเป็นเจ้าของขาเรียวสวย เสน่ห์แห่งสรีระอีกส่วนที่ใครๆ ก็ต้องการ ขาจะเรียวสวยหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ตั้งแต่ลักษณะโครงสร้างของร่างกาย การควบคุมน้ำหนัก การออกกำลังกายให้กล้ามเนื้อดู firm อยู่เสมอหรือไม่ หญิงใดได้ฉายา ขาใหญ่ ย่อมมิเป็นที่ถูกใจอย่างยิ่งยวด มาเริ่มบริหารต้นขากันด้วยท่าต่างๆ ที่คุณสามารถบริหารเองได้ที่บ้านกันดีกว่า

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจสรีระของต้นขา ซึ่งประกอบไปด้วย ต้นขาด้านหน้าเป็นกล้ามเนื้อมัดใหญ่ที่มีส่วนในการใช้เดิน ต้นขาด้านข้างเป็นเนื้อ และต้นขาด้านหลังเป็นแหล่งสะสมของไขมัน การที่จะลดต้นขาให้ firm และได้สัดส่วนเรียวงามขึ้นควรจะบริหารทั้ง 3 ส่วนเท่าๆ กัน นอกจากผลที่ได้กับต้นขาแล้ว คุณยังจะได้รับผลข้างเคียงต่อหน้าท้องที่จะลดตามไปด้วยในตัว

ก่อนที่จะเข้าสู่ท่าการบริหารต้นขาคุณจะต้องปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัดในการ warm up ร่างกายทุกครั้ง เพื่อป้องกันและหลีกเลี่ยงอาการบาดเจ็บ



หั ว ใ จ สำ คั ญ ข อ ง ก า ร อ อ ก กำ ลั ง ก า ย

Warm up เพื่อเตรียมความพร้อม ให้ระบบร่างกายทุกส่วนได้เคลื่อนไหวอย่างช้าๆ เพื่อปรับอุณหภูมิในร่างกายให้ค่อยๆ สูงขึ้น จนทำให้โลหิตหมุนเวียนทั่วร่างกาย ออกซิเจนไหลเวียนดี ร่างกายจึงพร้อมออกกำลังกายอย่างปลอดภัย การ Warm up สามารถใช้ความร้อนช่วยเพิ่มอุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้นก็ได้ เช่น อบไอน้ำ เซาว์น่า ระยะเวลาในการบริหารทั่วไปประมาณ 10 นาที

Stretching บริหารเพื่อยืดเอ็น กล้ามเนื้อให้ยืดหยุ่นก่อนที่จะออกกำลังกายได้นานๆ สามารถป้องกันการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อเอ็น และข้อในขณะออกกำลังได้ถึง 80 % ระยะเวลาในการ Stretching ที่พอเหมาะควรจะไม่มากหรือน้อยเกินไป เช่นถ้า warm up 10 นาที ควร Stretching 5 นาที หรือสลับเวลากันก็ได้

Warm down สำหรับคนทั่วไปเพื่อให้หัวใจเต้นช้าลงหลังจากการออกกำลังกาย มาอยู่ที่ระดับปกติ คือประมาณ 120 ครั้ง/นาที ส่วนผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี การ Warm down สามารถทำได้โดยการเดินช้าๆ เพื่อให้ระดับหัวใจเต้นช้าลงมาที่ระดับ 100 ครั้ง / นาที



เ ท ค นิ ค แ ล ะ ท่ า บ ริ ห า ร ต้ น ข า

บางท่าของการบริหารต้นขาแต่ละส่วนมีให้เลือก 2 ท่า คุณสามารถเลือกท่าที่คุณถนัดได้ หรือจะบริหารทุกท่าเลยก็ได้

บริหารต้นขาด้านหน้า 1
1. นอนหงายราบลงบนพื้น สอดมือทั้งสองข้างรองไว้ที่ก้น งอเข่าซ้ายเข้าหาอก แล้วเหยียดขาขวาตรงขึ้นข้างบนอย่างช้าๆ
2. เมื่อเหยียดขาขวาได้สุดแล้ว ให้นิ่ง และหายใจตามปกติ
3. ให้รู้สึกได้ถึงความตึงที่ต้นขาด้านหน้า และด้านหลังของลำขาทั้งหมด
4. กลับสู่ท่าเริ่มต้นใหม่ โดยให้เข่าขวางอเข้าหาหน้าอก แล้วเหยียดขาซ้ายตรงขึ้นข้างบนบ้าง ทำสลับกันเช่นนี้ ให้ได้ข้างละ 10-15 ครั้ง (1 เซ็ท)
5. ควรปฏิบัติ 3 เซ็ท / วัน 3-5 วัน / สัปดาห์



บริหารต้นขาด้านหลัง 1
1. นอนคว่ำหน้าลงบนหลังมือทั้งสองข้าง โดยมีเบาะรองพื้น
2. กดสะโพกให้แนบติดพื้น ขณะเดียวกันก็เกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องเอาไว้
3. ค่อยๆ งอขาขวาเข้าหาก้นอย่างช้าๆ โดยต้นขาด้านหน้ายังแนบติดกับพื้นเบาะ
4. นิ่งสักครู่ก่อนที่จะลดเท้าลงเหมือนเดิม จะรู้สึกได้กับกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลังในขณะปลายเท้างอเข้าใกล้กัน
5. สลับขาข้างซ้ายในทำนองเดียวกัน ทำเช่นนี้ให้ได้ข้างละ 10-15 ครั้ง (1 เซ็ท)
6. ควรปฏิบัติ 3 เซ็ท/วัน 3-5 วัน /สัปดาห์



ข้อแนะนำ : ควรควบคุมจังหวะในการบริหารให้สม่ำเสมอ ร่างกายส่วนบนต้องนิ่ง ยกขาขึ้นในแนวตรง ไม่เอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง กดสะโพกแนบพื้นอยู่เสมอ

บริหารต้นขาด้านนอก 1
1. นอนตะแคงเอียงข้างซ้าย(หรือขวาก็ได้ตามแต่จะถนัด)ลงบนเบาะ ร่างกายอยู่ในแนวเส้นตรง หนุนศีรษะด้วยฝ่ามือด้านซ้าย โดยต้นแขนวางราบยันพื้นไว้
2. มือขวาวางอยู่บนพื้นด้านหน้า เพื่อช่วยพยุงน้ำหนักตัว ขาซ้ายงอเล็กน้อย
3. สะโพกตรง เกร็งกระชับกล้ามเนื้อหน้าท้องไว้
4. ค่อยๆ ยกขาขวาขึ้นอย่างช้าๆ โดยไม่ต้องเกร็งหัวเข่า
5. เมื่อยกได้สูงสุดแล้วให้นิ่งไว้สักครู่ จากนั้นค่อยๆ ลดขาลง แล้วหยุดอยู่เหนือพื้นเล็กน้อย
6. จะรู้สึกได้ถึงความตึงของต้นขาด้านนอกขณะที่ยกขาขึ้น
7. สลับขาข้างซ้ายในทำนองเดียวกัน ทำเช่นนี้ให้ได้ข้างละ 10-15 ครั้ง (1 เซ็ท)
8. ควรปฏิบัติ 3 ชุด / วัน 3-5 วัน / สัปดาห์



บริหารต้นขาด้านใน 1
1. นอนตะแคงข้างซ้ายบนเบาะ หนุนศีรษะด้วยฝ่ามือด้านซ้าย โดยต้นแขนวางราบยันพื้นไว้
2. งอเข่าขวาชี้ตรงมาด้านหน้า ท่อนล่างทำมุมฉากกับต้นขา โดยวางเข่าขวาบนพื้น หรือยกพ้นพื้นเล็กน้อย
3. ขาซ้ายเหยียดตรง พยายามดึงกล้ามเนื้อจากเท้าขึ้นตามแนวของต้นขา
4. ยกขาซ้ายขึ้นสูงให้เป็นแนวเส้นตรง แล้วลดลง
5. จะรู้สึกได้กับความตึงของต้นขาด้านใน ขณะที่ยกขาขึ้นจากพื้น
6. สลับขาข้างซ็ายในทำนองเดียวกัน ทำเช่นนี้ให้ได้ข้างละ 10-15 ครั้ง ( 1 เซ็ท)
7. ควรปฏิบัติ 3 เซ็ท / วัน 3-5 ครั้ง / สัปดาห์



ข้อควรระวังหลังออกกำลังกาย และเกิดการเหนื่อยเต็มที่

ห้ามหยุดนิ่งทันที ถ้าต้องหยุดยืนควรขยับเท้าช้าๆ เพื่อให้ชีพจรค่อยๆ เต้นช้าลงทีละน้อย
ห้ามนั่งลงทันที

วิธีป้องกันสิวผด

ถ้าใครไม่อยากเป็นสิวผด มีวิธีป้องกันสิวผดมาฝากกัน….

สิวผด จัดเป็นสิวประเภทหนึ่ง ที่พบบ่อยๆ มีลักษณะคล้ายผดผื่นเล็กๆ และแหลม โดยพบว่า มักจะดูเรียบหรือดีขึ้นในตอนเช้า และจะเห่อๆ ในตอนบ่ายๆ ผื่นอาจมีสีแดงและคันได้ หากล้างหน้าบ่อยขึ้น มักเป็นมากขึ้น และหากรักษาไม่ถูกต้องจะเป็นมากขึ้น บริเวณที่พบได้บ่อยๆ คือ บริเวณใบหน้า โดยเฉพาะ หน้าผากและขมับ

สาเหตุ ที่พบบ่อย คือ

1. จากความร้อน

2. แสงแดด

3. การเช็ดถูหน้าบ่อยๆ หรือ การเช็ดถูหน้าแรงๆ

4. เครื่องสำอางค์บางประเภท

5. บางครั้ง เชื่อว่า เชื้อรา P.OVALE มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย


วิธีป้องกันสิวผด คือ

– ลดการรบกวนต่อผิวหน้าให้น้อยที่สุด (Mechanical Irritation) เช่น การนวดหน้า,การขัดหน้า,หรือเช็ดถูหน้าบ่อยๆ

– ล้างหน้าเฉพาะที่จำเป็น หรือบริเวณที่ผิวมัน เพราะ การล้างหน้าบ่อยๆ จะทำให้สิวผด รุนแรงมากขึ้นได้

– ลด หรือหลีกเลี่ยง การใช้ครีมหรือยาที่ทำให้ผิวหน้าระคายเคืองมากขึ้น (Chemical Irritation) เช่น การใช้ยารักษาสิวประเภท Retinoic Acid,Benzoyel Peroxide AHA,BHA เป็นต้น

– ควรล้างหน้าด้วยน้ำเปล่า,หลีกเลี่ยงการใช้สบู่ และไม่ควรใช้น้ำอุ่นล้างหน้า และควรล้างหน้าไม่เกิน 2-3 ครั้งต่อวัน

- ควรหลีกเลี่ยงแสงแดด และใช้ครีมกันแดดทุกครั้งที่ต้องออกนอกบ้าน ควรเลือกกันแดดที่มี SPF >15-30 และมีค่า PA++ เป็นอย่างน้อย

– ไม่ควรซื้อยามารักษาผื่นเอง เพราะมักทำให้เป็นมากขึ้น และยาที่หาซื้อได้จากร้านขายยา มักเป็น STEROID ซึ่งมีผลข้างเคียงมาก

– ควรปรึกษาแพทย์ผิวหนังที่มีความชำนาญ เพื่อหาสาเหตุ และพร้อมทั้งการแก้ไขและรักษาที่ถูกต้องต่อไป

แอปเปิ้ล+น้ำผึ้ง แก้รอยสิว


สิวเป็นปัญหาหนักใจของวัยรุ่นทุกคน ร้อยทั้งร้อยกังวลกันตั้งแต่เริ่มเป็น จนตั้งหน้าตั้งตารอคอยว่าเมื่อไหร่จะหาย ที่ร้ายกว่านั้น คือ บางคนใจร้อนไปบีบ แกะ เสียจนเป็นมากกว่าเดิม ทิ้งแผลเป็นไว้ให้ดูต่างหน้าอีกเป็นเดือนๆ

ใครที่กำลังกลุ้มเรื่องแผลเป็นจากสิว วันนี้ลองใช้แอปเปิ้ลเขียวรสเปรี้ยวๆหวานที่อุดมด้วยวิตามินบำรุงผิว ผสานพลังกับน้ำผึ้งที่มีสารฆ่าเชื้อตามธรรมชาติเป็นตัวช่วยกันค่ะ

ก่อนอื่นต้องล้างหน้าให้สะอาด ซับให้แห้ง จากนั้นใช้เนื้อแอปเปิ้ลเขียวครึ่งผล ผสมกับน้ำผึ้งแท้ 1 ช้อนโต๊ะ บดรวมกันให้ละเอียดเนียนเป็นเนื้อเดียวกัน ทาให้ทั่วใบหน้า เน้นเป็นพิเศษบริเวณที่เป็นแผลเป็น ทิ้งไว้ 20 นาที แล้วล้างออก

สูตรนี้ทำได้ทุกวัน นอกจากจะช่วยให้รอยสิวค่อยๆจางลงแล้ว ยังช่วยบำรุงผิวและป้องกันไม่ให้สิวกลับมากวนใจได้ด้วยค่ะ

Tips ในการเลือกสีทาเล็บ


สีอ่อนเข้าไว้
ถ้าคุณยังไม่คล่องพอที่จะทาสีเล็บด้วยตัวเอง หรืออยู่ในช่วงเวลาเร่งด่วน แต่อยากทาสีเล็บเพื่อออกงาน ให้เลือกสีเล็บที่มีเฉดสีอ่อน เพราะหากทาสีเล็บเลยไปหรือทาไม่เต็ม
หรือไม่เนียนพอจะได้เห็นไม่ชัด

เลือกสีตามเทรนด์
ลองมองหาเทรนด์สีเล็บที่นิยมกันด้วยการสังเกตเวลาเข้าร้านทำเล็บว่าสีไหนที่ถูกใช้งานไปเยอะมากที่สุดนั่นแหละคือสีที่ใช่

ยิ่งสั้นสียิ่งสวย
ถ้าต้องการทาเล็บสีสว่างสดใส ควรตัดเล็บให้สั้นกว่าปกติสีเล็บที่สดใสจะช่วยดึงความสนใจได้เพียงพอแล้ว

บำรุงเล็บบ้าง
ถ้าเล็บของคุณบาง อ่อนแอ และฉีกขาดง่าย ทานวิตามินเสริมอย่างธาตุเหล็กบ้าง วันละเม็ด นอกจากนี้ควรทาท๊อปโค้ทที่ปราศจากสารฟอร์มัลดิไฮด์ และทำจากโปรตีนช่วย
บำรุงให้เล็บแข็งแรงเสริมเข้าไปด้วย

รูปทรงของเล็บก็สำคัญ
ไม่จำเป็นต้องไว้ให้ยาวเสมอไปถึงจะสวย เพียงดูแลและตัดเล็บให้ได้รูปร่างที่สวยงามก็ใช้ได้แล้ว อย่างตอนนี้เทรนด์เล็บนิยมการตัดเล็บแนวสี่เหลี่ยมปลายมนเล็กน้อย
ถ้าไม่อยากทาสีเล็บก็ทาท๊อปโค้ทบำรุงเล็บ แถมช่วยให้เล็บเป็นเงางามสวยด้วย

เล็บสวยสไตล์ Blossom Garden

ขึ้นตอนการเพ้นท์เล็บ



Step 1 : เริ่มแตะอะคริลิกไปที่ปลายเล็บเล็กน้อยเพื่อที่จะวางดอกไม้แห้งสีเหลือง
สีส้มและสีแดงลงไปติดแบบสับหว่างกันให้ดูสวยงาม


Step 2 : ค่อยๆ ประดับเพิ่มเติมด้วยกากเพชร
แล้วค่อยๆ เติมอะคริลิกให้เต็มเล็บ

Step 3 : เมื่ออะคริลิกแห้งสนิท ตะไบเล็บให้ได้รูปร่าง
โค้งมนสวยตามที่ต้องการ



Step 4 : เคลือบเจลตรงหน้าเล็บเพื่อทำให้อะคริลิค
มีความันวาวและใสขึ้น



Step 5 : ติดเพชรประดับ 3 ขนาด และ 3 สี เรียงตรงมุมด้านล่าง
ให้ดูสวยเปล่งประกายยิ่งขึ้น



Step 6 : ทาท็อปโค๊ทเพื่อทำให้เล็บดูสวยเป็นเงางามยิ่งขึ้น
และปกป้องหน้าเล็บให้คงทนยิ่งขึ้น

แก้ไขรูปหน้าด้วย บลัชออน


การปัดบลัชออนนอกจากจะช่วยเติมสีสันให้ใบหน้าคุณดูเปล่งปลั่งสดใสแล้ว ยังช่วยอำพรางรูปหน้าที่มีปัญหาให้ดูดีขึ้นด้วย ถ้าคุณปัดบลัชออนด้วยวิธีที่เราแนะนำ ไปดูกันเลย


หน้าเหลี่ยม ปัดบลัชออนโทนสีสดใสลงบนแก้ม โดยเริ่มจากจุดสูงสุดของแก้ม แล้วลากแปรงให้เลยขึ้นไปจนถึงขมับ จากนั้นก็ปัดจากคางขึ้นไปถึงบริเวณได้ใบหู ก็จะช่วยให้ขากรรไกรสี่เหลี่ยมดูโค้งมนขึ้นได้


หน้ากลม อย่าปัดบลัชออนลงบนจุดสูงสุดของแก้ม เพราะจะยิ่งเน้นให้เห็นหน้ากลมๆ ขัดขึ้น แต่ปัดให้สูงขึ้นอีกนิดนึงก็จะช่วยพรางตาให้ใบหน้าดูยาวขึ้นได้ จากนั้นใช้บรอนเซอร์หรือบลัชออนโทนสีน้ำตาลอมชมพู แรเงาบริเวณใต้โหนกแก้มเรื่อยลงไปจนถึงขากรรไกร


หน้ายาว ปัดบลัชออนลงบนจุดสูงสุดของแก้ม แล้วลากแปรงออกไปจนถึงใบหู เพื่อสร้างภาพลวงตาให้ใบหน้าดูกว้างขึ้น จากนั้นพรางใบหน้าให้ดูสั้นลง โดยปัดบลัชออนผ่านกลางหน้าผากและตามรูปคาง

เคล็ดลับหน้าใสด้วย 4 สูตร


เคล็ดลับหน้าใสที่ผู้หญิงทุกคนอยากจะมี วันนี้มี 4 สูตรหน้าใสมาฝากเป็นเกร็ดความรู้และเคล็ดลับให้ลองทำ


1. สูตรเพิ่มความสดชื่นเปล่งปลั่งให้กับผิวหน้า
ให้ท่านล้างหน้าด้วยน้ำอุ่นจนสะอาด จากนั้นนำแอปเปิ้ลที่ยังไม่ปลอกเปลือกครึ่งผลมาปั่นพอละเอียด แล้วนำมาพอกหน้าเว้นเปลือกตา ทิ้งไว้ประมาณ 25 นาที แล้วล้างออก



2. สูตรลดริ้วรอย ทำให้หน้านวลใส
ให้นำแอปเปิ้ลครึ่งผลมาปั่นพอละเอียด จากนั้นก็มะนาวมาคั้นเอาแต่น้ำประมาณ 1 ช้อนชาใส่ลงไป แล้วผสมให้เข้ากัน จากนั้นนำมาพอกให้ทั่วหน้า เว้นบริเวณรอบดวงตาไว้ ทิ้งไว้ 10 นาที แล้วล้างออก



3. สูตรหน้าเด้ง ไม่หยาบกร้าน
นำโยเกิร์ต 3 ช้อนโต๊ะมาผสมกับมะเขือเทศลูกเล็ก ๆ ประมาณ 3 ลูก ปั่นโยเกิร์ตกับมะเขือเทศพอละเอียด แล้วนำมาพอกหน้าให้ทั่ว โดยเว้นรอบดวงตา ทิ้งไว้ 15 นาที แล้วล้างออก



4. สูตรขัดหน้าขาว และลดริ้วรอยหมองคล้ำ
นำโยเกิร์ต 1 ถ้วย แล้วผสมกับเกลือป่นละเอียด 1 ช้อนโต๊ะผสมให้เข้ากัน นำมาพอกให้ทั่วใบหน้า แล้วขัด ๆ ถู ๆ ให้ทั่ว ขัด 5 นาที ทิ้งไว้อีก 5 นาที แล้วล้างออก ทำเดือนละครั้งกำลังดี คล้ายๆ กับการสครับหน้านั้นเอง

วิธีรักษาปากแห้งแตกเป็นขุย


วิธีรักษาสิ่งที่ดีสุด คือ ควรดื่มน้ำสะอาดให้มาก ๆ หรือจิบน้ำอุ่น ๆ บ่อย ๆ หากปากแห้งมากจนลอกเป็นขุย ให้ใช้น้ำอุ่น ผสมเกลือป่นเล็กน้อย แล้วใช้สำลีหรือทิชชูชุบน้ำอุ่นผสมเกลือป่นให้เปียกพอหมาด ๆ แล้วใช้ปากคาบทิ้งไว้ประมาณ 3-5 นาที หรือเช็ดเบา ๆ ไปบนริมฝีปาก ก็จะช่วยให้ขุยต่าง ๆ หลุดลอกออกไปได้ และหมั่นทาลิปมันที่มีส่วนผสมของสารบำรุง หรือถ้าปากแห้งมากแนะนำให้ใช้ปิโตเลี่ยมเจล (มีลักษณะเป็นเจลใสคล้ายขี้ผึ้ง) ทาบนริมฝีปากได้บ่อยครั้งตามต้องการ

เทคนิคดีๆ ดูแลผิวให้เนียนสวย

สาวๆอย่างเราๆไหนจะต้องคอยดูแลภาพลักษณ์ให้ดูดีเสมอแล้ว งานที่ทำก็ต้องไม่ให้ขาดตกบกพร่อง เพราะฉะนั้นจะมีเทคนิคอะไรดีๆ ในการเสริมความดูดีให้กับตัวเองให้เร็ว และง่ายที่สุด มาดูกันดีกว่าว่า สาวๆจะมีเทคนิคอะไรบ้างในการดูแลผิวหน้า ทรงผม เรือนร่าง และเล็บแบบรวดเร็วทันใจ

ผิวหน้า

**ถึงแม้คุณจะมีเวลาน้อยนิดเพียงใด**
สิ่งที่ไม่ควรละเลยหรือข้ามขั้นตอนเลยคือ การทำความสะอาดใบหน้าอย่างหมดจดเสมอ โดยเฉพาะก่อนเข้านอน เพื่อป้องกันไม่ให้รูขุมขนอุดตัน ซึ่งอาจนำไปสู่การเป้นสิวได้ เคล็ดลับสำคัญที่ช่วยประหยัดเวลาในการทำความสะอาดใบหน้าก็คือ การเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสม ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดรอบดวงตาสามารถช่วยคุณกำจัดคราบเครื่องสำอางและความสกปรกได้ภายในพริบตา เพียงแค่เทมันลงบนก้อนสำลี วางทับลงบนดวงตา รอซัก 5 วินาทีก่อนเช็ดออกทางด้านข้าง ถ้าคุณใช้มาสคาร่าหรืออายไลเนอร์ให้เช็ดซ้ำอีกครั้ง โดยหมุนก้อนสำลีเป็นวงกลมแล้วเช็ดลงด้านล่าง จากนั้นใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเครื่องสำอางเช็ดให้ทั่วใบหน้า ผิวคุรก้จะสะอาดพอสมควรแล้วในระดับหนึ่ง แต่หากคุณต้องการล้างหน้าด้วยนำ้สะอาดอีกครั้งก็ไม่ว่ากัน

**ถ้าคุณทำความสะอาดผิวหน้าอย่างดีแล้ว**
การล้างหน้าด้วยน้ำสะอาดในตอนเช้าก็เพียงพอแล้ว แต่ที่ลืมไม่ได้ก็คือ การให้ความชุ่มชื้นแก่ผิวและการปกป้องแสงแดด คุณสามารถเลือกใช้มอยเจอร์ไรเซอร์ที่ผสมสารป้องกันแดดเพื่อการประหยัดเวลา และสามารถเติมรองพื้นลงไปเล็กน้อยในมอยเจอร์ไรเซอร์ เพื่อให้ผิวหน้าเรียบเนียนได้ในขั้นตอนเดียว หรือเลือกใช้มอยเจอร์ไรเซอร์แบบเจือสีก็ได้เช่นกัน

**เพื่อแก้ปัญหาตาบวมอย่างทันใจ**
ลองใช้ถุงชาที่ชงแล้วแช่เย็นโปะลงบนตาเป้นเวลา 10-20 นาที มันจะช่วยบรรเทาอาการตาบวม และทำให้ตาระคายเคือง หรือแตงกวาฝานแช่เย็น มันฝรั่งดิบฝาน(เอาไปแช่น้ำก่อนแช่เย็น) หรือช้อนแช่เย็น ก็จะได้ผลแบบเดียวกัน



เส้นผม
**ถ้าคุณไม่มีเวลาสระผม**
และอยากขจัดความมันเยิ้มของเส้นผมออก คุรคงเคยได้ยินคำแนะนำที่ว่าให้ใช้แป้งเด็กโรยที่โคนผมเพื่อดูดซับความมัน แต่การใช้แป้งเด็กมากเกินไป อาจทำให้ผมของคุณกลายเป็นสีเทาได้ ลองเปลี่ยนมาใช้แป้งฝุ่นแบบไร้สีแทน โรยเฉพาะที่โคนผม และอย่าใช้มากเกินไป จากนั้นแปรงออกเบาๆ อย่าแปรงแรงนัก เพราะมันมีแต่จะกระตุ้นรากผมให้ผลิตน้ำมันออกมามากขึ้น

**ถ้าไม่มีเวลาในการเป่าไดร์ผมทั้งศีรษะ**
ลองไดร์ผมเฉพาะรอบๆใบหน้าและบริเวณแสกผม ซึ่งเป็นส่วนที่เห็นได้ชัดเจนที่สุด

**เติมความพองสวยให้เส้นผมภายในพริบตา**
ด้วยการก้มตัวลง ฉีดสเปรย์ที่โคนผมแล้วแปรงผมเบาๆ จากนั้นเงยหน้าขึ้น เส้นผมจะพองตัวสวยในทันที

**การเตรียมพร้อมช่วยลดเวลาแต่งผมของคุณในตอนเช้า**
โดยหลังจากสระผมเสร็จแล้วเป่าไดร์จนผมเกือบแห้ง ใส่ผลิตภัณฑ์แต่งผมเล็กน้อยตามต้องการ แ้วใช้ดรลขนาดใหญ่ม้วนผมหรือมัดผมเปนเกลียว แล้วเข้านอนทั้งอย่างนั้น พอตอนเช้าหลังแกะโรลม้วนผมออก ใช้แปรงกลมขนาดใหญ่เป่าไดร์ผมอีกเล็กน้อย คุรจะได้ผมที่เรียบตรงและมีวอรุ่มสวยงาม สำหรับผมหยิกเมื่อแกะผมที่มัดเกลียวเอาไว้ ให้ใช้นิ้วมือสางเล็กน้อย คุณก็จะได้ลอนผมนุ่มสลวยทันที



เรือนร่าง
เริ่มต้นวันใหม่ด้วยเครื่องดิ่มขับสารพิษ ต้มน้ำและเติมน้ำมะนาวลงไปครึ่งลูก และดื่มตอนที่ยังร้อน เครื่องดื่มร้อนนี้จะช่วยทำความสะอาดระบบร่างกาย ถ้าผิวของคุณต้องการความชุ่มชื้นเพิ่มเป็นพิเศษ และมอยเจอร์ไรเซอร์ตามปกติใช้เวลานานกว่าจะซึมซับเข้าไป ลองชโลมคอนดิชั่นเนอร์ใส่ผมลงบนผิวในระหว่างอาบน้ำแล้วนวดให้มันซึมเข้าผิว ล้างออกให้สะอาด อย่าใช้น้ำร้อนจัด เพราะจะทำลายผิว ใช้น้ำอุ่นๆ แล้วสุดท้ายราดด้วยน้ำเย็นเพื่อปิดรูขุมขน



มือและเล็บ
**รู้หรือไม่ว่าลิปบาล์มสามารถใช้เพื่อให้ความชุ่มชื้นแก่หนังข้างเล็บได้**
ลองใช้ลิปบาล์มธรรมชาติที่มีส่วนผสมของเชียบัตเตอร์และวิตามินอีจะได้ผลดีที่สุด

**ถ้าคุณอยากทำเล็บสไตล์ French-Manicure แต่มีเวลาไม่มากนัก**
ลองใช้ดินสอสีไฮไลต์สีขาวเขียนที่ด้านล่างของปลายเล็บ แล้วทาด้านบนเล็บด้วยยาทาเล็บสีใส คุณก็ได้เล็บแบบ French-Manicure แล้ว

8 วิธีดูแลความงามด้วยดีเกลือ



หลายคนยังอาจจะไม่รู้ว่าดีเกลือฝรั่ง หรือ Epsom Salt (หาซื้อได้ตามร้านขายยาไทยจีน) นอกจากจะนำมาใช้เป็นยาถ่ายแล้ว ยังนำมาใช้ประโยชน์ในการดูแลความงามได้อีกหลายวิธีดังต่อไปนี้



แช่น้ำอุ่นให้สบาย โดยผสมดีเกลือลงในน้ำอุ่น 2 ถ้วยตวง

แช่เท้า เพื่อขจัดกลิ่นและทำให้ผิวหยาบๆ นุ่มลง ผสมดีเกลือ 1/2 ถ้วยตวงลงในอ่างน้ำอุ่น จากนั้น ก็แช่ให้สบาย เสร็จแล้วก็ล้างน้ำแล้วเช็ดให้แห้ง

ทำความสะอาดผิวหน้า ผสมดีเกลือครึ่งช้อนชาเข้ากับผลิตภัณฑ์ล้างหน้าตามปกติของคุณ ใช้นวดลงบนผิวหน้าให้ทั่ว แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น

พอกหน้า ถ้าคุณมีผิวธรรมดาถึงผิวมัน ก็ผสมบรั่นดี 1 ช้อนโต๊ะ ไข่ไก่ 1 ฟอง นมผงแบบไร้ไขมัน 1/4 ถ้วยตวง น้ำมะนาว 1 ลูก และดีเกลือ 1/2 ช้อนชาเข้าด้วยกัน แล้วทาลงบนผิวที่เปียกหมาดๆ แต่ถ้าคุณมีผิวแห้ง ก็ผสมแครอตบดละเอียด 1/4 ถ้วย มายองเนส 1 1/2 ช้อนชา และดีเกลือ 1/2 ช้อนชาเข้าด้วยกัน

ขัดผิวกาย นวดดีเกลือหนึ่งกำมือลงบนผิวเปียกๆ โดยเริ่มจากเท้าขึ้นมา หลังจากนั้นก็อาบน้ำตามปกติ

ขจัดน้ำมันส่วนเกิน ถ้าเส้นผมของคุณเป็นมันเยิ้ม ก็เติมดีเกลือ 9 ช้อนโต๊ะลงในแชมพูสำหรับผมมัน 1/2 ถ้วย ทาส่วนผสมนั้นลงบนเส้นผมในขณะแห้ง แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น เทน้ำส้มสายชูที่ทำจากแอ๊ปเปิ้ลลงบนเส้นผมให้ทั่ว ทิ้งไว้ 5-10 นาที แล้วล้างออก

ล้างสเปรย์ฉีดผม ผสมน้ำ 1 แกลลอน น้ำมะนาว 1 ถ้วยตวง และดีเกลือ 1 ถ้วยตวงเข้าด้วยกัน ปิดฝาทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง จากนั้นนำมาเทลงบนเส้นผมในขณะแห้ง ปล่อยทิ้งไว้ 20 นาที แล้วสระผมตามปกติ

เพิ่มความพองให้เส้นผม ผสมคอนดิชันเนอร์ชนิดล้ำลึกเข้ากับดีเกลือในอัตราส่วนเท่าๆ กัน นำไปอุ่นให้ร้อน แล้วนำมาทาลงบนเส้นผม ทิ้งไว้ 20 นาที แล้วล้างออก

ผิวแพ้ง่ายเกิดจาก...??? "วิธีรักษาผิวแพ้ง่าย"

ผิวแพ้ง่ายเกิดจาก...? คำถามนี้เอ็นทรีเคดอทไอเอ็นดอททีเอช (N3K.IN.TH) มีคำตอบมากฝากค่ะ พร้อมกับวิธีรักษาผิวแพ้ง่ายให้คุณผู้หญิงได้รู้แล้วลองนำไปปฏิบัติใช้กันดูอีกด้วยค่ะ ผิวแพ้ง่ายเกิดจาก...? เป็นคำถามที่สาวๆ ที่มีผิวแพ้ง่าย ผิวบอบบาง อดที่จะสงสัยและไม่อยากจะให้เกิดกับตัวเองเลยใช่ไหมล่ะค่ะ แม่ว่า ผิวแพ้ง่ายเกิดจาก...? เป็นคำถามที่ตอบอยากอยู่สักหน่อยแต่เอ็นทรีเคดอทไอเอ็นดอททีเอช (N3K.IN.TH) ก็หาคำตอบถึงเรื่อง ผิวแพ้ง่ายเกิดจาก...? มาฝากให้คุณสาวๆ ได้รู้กันค่ะ อีกทั้งยังไม่พอเอ็นทรีเคดอทไอเอ็นดอททีเอช (N3K.IN.TH) ยังขอนำ วิธีรักษาผิวแพ้ง่าย มาฝากให้ได้ลองไปปฏิบัติกันดูอีกด้วยค่ะ เพื่อให้คุณสาวๆ มีผิวสวยที่แข็งแรงขึ้น และผิวสวยใสขึ้นด้วยค่ะ นั้นมาดูคำแนะนำถึง วิธีรักษาผิวแพ้ง่าย กันเลยดีกว่าค่ะ ว่าสาวๆ ที่มีผิวแพ้ง่ายต้องดูแลผิวของตัวเองกันอย่างไรกันบ้างน๊า...?
ผิวแพ้ง่ายเกิดจาก...???

ปัญหาผิวแห้งมีต้นเหตุจากปัจจัยมากมายหลายประการ เป็นต้นว่า จากสิ่งแวดล้อมรอบตัว ส่วนผสมของสารในเครื่องสำอาง ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็น สบู่ แชมพู ผงซักฟอก ยาสีฟัน จนถึงสัตว์เลี้ยงที่อาศัยอยู่ภายในบ้าน ฯลฯ ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานชี้ชัดว่า ทำไมปฏิกิริยาตอบสนองในรูปของภูมิแพ้ที่เกิดขึ้นกับคนหนึ่งกลับไม่เกิดกับคนอื่น แม้จะเป็นที่ทราบกันดีว่า คนที่มีปัญหาผิวแพ้ง่ายกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างเห็นได้ชัดจะมีแนวโน้มว่าเกิดจากพันธุกรรม ดังนั้น ถ้าพบว่าตัวคุณเกิดอาการคันยิบๆ ซึ่งน่าจะมาจากแพ้ผงซักฟอกที่ใช้อยู่พอจะสรุปได้ว่าหนึ่งในบรรพบุรุษของคุณก็น่าจะแพ้ผงซักฟอกเหมือนกัน
อาการของผิวแพ้ง่าย

อาการของผิวที่แพ้แสดงออกได้หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับชนิดของการแพ้ แต่ปัจจัยที่พบเห็นเด่นชัดและบ่อยที่สุดคือ ผื่นแดง ตุ่มพองตกสะเก็ด แสบ คัน และผิวหนังอักเสบ วิธีง่ายๆ ที่จะสังเกตว่าผิวมีอาการแพ้หรือไม่ ดูได้จากผื่นแดง ที่อยู่ดีๆ ก็ปรากฏบนผิว ซึ่งบางครั้งจะรวมอาการคันและอักเสบไว้ด้วยกัน ผิวอักเสบจะมีลักษณะเห่อเป็นปื้นหนา แดง แตก และบางครั้งอาจมีเลือดหรือน้ำเหลืองไหลซึมออกมา ส่วนอาการคันจะแสดงออกมาใกล้เคียงกันในรูปของผื่นแดง แต่จะขึ้นเป็นปื้นบางๆ


สิ่งกระตุ้นทำให้ผิวเกิดอาการแพ้

ขึ้นอยู่กับประเภทอาการแพ้ของผิวที่คุณเป็นอยู่ ผิวอักเสบ มีสาเหตุหลักจากการขาดความชุ่มชื่นภายในชั้นเนื้อเยื่อผิว และจะแสดงให้เห็นได้ชัดเจนในช่วงฤดูหนาว ส่วนอาการคันมากคันน้อยที่ผิวนั้น อาจเกิดจากสิ่งเร้าภายนอกหลายชนิด เป็นต้นว่า เครื่องประดับ เสื้อผ้า ข้าวของเครื่องใช้ สารแขวนลอยในอากาศ บางคนอาจมีอาการแพ้ผลิตภัณฑ์ตัวใดตัวหนึ่งเป็นพิเศษ อย่างเช่น แพ้ยาย้อมผม แป้งฝุ่นทาตัว น้ำหอม ยาง โลหะ หรือสารกันบูดที่ผสมอยู่ในของกินของใช้ต่างๆ


วิธีรักษาผิวแพ้ง่าย

ผิวสวยเปล่งปลั่งด้วยวิธีง่ายๆ

ลองใช้ส่วนผสมต่อไปนี้ที่หาได้ในบ้านของคุณเอง เพื่อเป็นเจ้าของผิวสวยเปล่งปลั่งอย่างที่คุณปรารถนา

1. น้ำตาลทราย ใช้น้ำตาลทรายผสมกับน้ำมันมะกอก เพื่อขัดผิว เกล็ดน้ำตาลทรายจะช่วยขัดลอกเซลล์ผิวเก่าและทำให้ผิวนุ่มขึ้น ขณะที่น้ำมันมะกอกจะทำให้ผิวชุ่มชื่น

2. ข้าวโอ๊ตและนม ผสมข้าวโอ๊ตกับนมแบบไม่พร่องมันเนยทาให้ทั่วใบหน้าและปล่อยให้แห้งราว 10-15 นาที จากนั้นล้างออกด้วยน้ำสะอาด

3. โยเกิร์ต ทาโยเกิร์ตแบบธรรมชาติลงให้ทั่วใบหน้าทิ้งไว้ 15 นาที ไม่เพียงแต่ผิวจะรู้สึกสดชื่น มันยังทำให้ผิวของคุณนุ่มนวลและเรียบลื่นอีกด้วย

4. กล้วยหอม บดให้ละเอียดและผสมกับนมสด ทาทั่วใบหน้าและทิ้งไว้ 20 นาที ล้างออกด้วยน้ำเย็น แล้วรอดูผิวที่เปล่งปลั่งได้เลย

5. น้ำผึ้ง ทาให้ทั่วใบหน้าและลำคอ ทิ้งไว้ 20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น ผิวคุณจะนุ่มนวลและเปล่งปลั่ง

6. ไข่ ผสมไข่ดิบกับน้ำผึ้ง ทาให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ 20 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำเย็น

7. มะละกอ บดละเอียดแล้วพอกลงบนใบหน้า ทิ้งไว้ 15 นาทีแล้วล้างออก

8. แป้งข้าวโพด ผสมกับไข่ขาวและทาทั่วใบหน้าเมื่อใบหน้าแห้ง ซึ่งใช้เวลาราวครึ่งชั่วโมง ใช้นิ้วจุ่มน้ำอุ่นและนวดให้ทั่ว ก่อนล้างออกด้วยน้ำสะอาด

แต่งหน้า สำหรับสาวผิวสองสี

สิ่งสำคัญในการที่จะเลือกใช้สีสันของเมคอัพให้เข้ากับสีผิวของตัวเองได้อย่างถูกต้องนั้น ก่อนอื่นต้องเข้าใจ ก่อนว่าโทนของสีผิวแบ่งออกเป็นทั้งโทนร้อนและโทนเย็น



โทนร้อน คือ ผิวที่มีส่วนผสมของสีเหลือง สีส้ม สีน้ำตาล หรือสีแทน สาวไทยส่วนมากจะมีสีผิวอยู่ในโทนนี้



สำหรับโทนเย็น คือ กลุ่มของผู้หญิงที่มีสีผิวค่อนข้างดำคล้ำ คือสีผิวมีส่วนผสมของสีน้ำเงินอยู่ ค่อนข้างมาก หรือหมายถึงสีผิวของผู้ที่ผิวมีสีออกไปทางขาวจัด พื้นสีผิวจะแฝงไว้ด้วยสีเทา สีฟ้า สีน้ำเงิน




เมื่อวิเคราะห์สีผิวของตัวเองได้แล้วเราจะสามารถเลือกสีของรองพื้น สีแป้ง สีบลัชออน และสีลิปสติกได้ เหมาะสมกับสภาพสีผิวตัวเอง



รองพื้น ควรเลือกให้ใกล้เคียงกับสีผิวหน้ามากที่สุด โดยทดสอบก่อนที่บริเวณกรามทั้งสองข้าง ถ้าเกลี่ยแล้ว เนียนกลืนเข้ากับสีผิวแสดงว่าเลือกได้ถูกต้อง



แป้งฝุ่น เลือกตามโทนของสีผิวหรือเลือกตามสีของรองพื้น ซึ่งแป้งฝุ่นมีทั้งโทนเหลือง ส้ม ชมพู แทน



อายแชโดว์ นอกจากเลือกตามสีของผิวแล้ว ควรเลือกให้เข้ากับบุคลิก สีเสื้อผ้า กาลเทศะ รวมทั้งอารมณ์ของ คุณด้วย ขอแนะนำให้ใช้สีน้ำตาลเป็นหลัก ส่วนจะมีสีอื่นผสมลงไปโดยเน้นสีหนักไปด้านได้ ควรดูตามโทนของสีผิว เช่น ผิวโทนร้อนใช้สีน้ำตาล ทองแดง ทอง เบจ งาช้าง ผิวโทนเย็นใช้สีปนเทา ม่วง หรือสีฟ้า



บลัชออน สาวผิวสองสีควรเลือกบลัชออนสีออกส้ม น้ำตาล สาวผิวคล้ำจัดควรเลือกสีชมพู แดงแอปเปิ้ล น้ำตาล



มาสคาร่า ควรเลือกชนิดกันน้ำได้ สำหรับผู้หญิงไทยควรเลือกมาสคาร่าสีดำ น้ำตาลเป็นหลัก หากต้องการเพิ่ม สีสันให้กับตัวเอง สาวผิวสองสีควรเลือกโทนสีน้ำตาล เขียว และสีฟ้า ส่วนสาวผิวคล้ำควรเลือกสีดำ เนวีบลู ม่วง และน้ำเงิน



ลิปสติก สาวผิวสองสีหรือสีโทนร้อนควรใช้ลิปสติกสีออกน้ำตาล ใช้วิธีการไล่ระดับสีได้โดยผสมสีอื่นลงไปได้ เช่น สีแดง ชมพู และส้ม สาวผิวคล้ำหรือสีโทนเย็น ควรใช้ลิปสติกสีออกชมพูโดยไล่ระดับสีได้ด้วยการผสมสีอื่นลงไป เช่น สีแดง ส้ม ม่วง

17 เรื่องน่ารู้ คู่ความงาม

1. ช๊อกโกแลตนี่แหละ ที่มาของใบหน้ามีสิว
จนถึงขณะนี้ยังไม่มีการศึกษาหรืองานวิจัยใดๆ ที่สนับ สนุนว่าความเชื่อดังกล่าวเป็นจริง ในต่างประเทศได้มีการทดลองทฤษฎีนี้โดยแบ่งคนเป็นสิวที่มีความรุนแรงเท่าๆ กัน ออกเป็นสองกลุ่ม ให้กลุ่มแรกงดกินช๊อกโกแลตเป็นเวลาหนึ่งเดือนเต็ม ส่วนกลุ่มหลังให้กินช๊อกโกแลต 3 แท่งต่อสัปดาห์ติดต่อกันเป็นเวลานาน 4 สัปดาห์ ผลการทดลองพบว่าไม่มีความแตกต่างระหว่างคนทั้งสองกลุ่ม จึงยังไม่สามารถสรุปได้ว่าการกินช๊อกโกแลตเป็นสาเหตุหนึ่งซึ่งไปกระตุ้นให้ เกิดสิวขึ้นจริงเหมือนอย่างที่หลายคนเชื่อกัน… แต่ทำให้อ้วนได้แน่นอนเชียวค่ะ

2. ค่า SPF ในครีมกันแดดยิ่งสูงยิ่งกันแดดได้ดี
SPF ย่อมาจาก Sun Protection Factor เป็นค่าที่บอกว่าผิวของคุณสามารถทนต่อแสงแดดได้นานเท่าไหร่โดยไม่เกิดผิว ไหม้ เช่น ถ้าคุณไปตากแดดแล้วเกิดผิวไหม้ภายใน 15 นาที หลังใช้ครีมกันแดดที่มี SPF 15 แล้วจะช่วยทำให้ผิวของคุณทนต่อการไหม้ของแดดได้นานขึ้นถึง 15×15=225 นาที ส่วนค่า SPF ที่เพิ่มขึ้นจะช่วยให้ผิวป้องกันแสงแดดได้มากขึ้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เช่น SPF 30 กันแดดได้ 97% SPF 60 กันได้ 98-98.5% จะเห็นว่า SPF จาก 30 เป็น 60 ช่วยกันแดดได้เพิ่มขึ้นเพียง 1-1.5% เท่านั้นซึ่งถือว่าน้อยมาก ดังนั้น ครีมกันแดดที่มีค่า SPF สูงๆ จึงไม่ได้ดีกว่าเสมอไป

3. วิตามินและอาหารเสริมเพิ่มความสวย
การรับประทานวิตามินและอาหารเสริมกลายเป็นกระแสนิยม ไปแล้วในขณะนี้ เนื่องจากมีโฆษณาชวนเชื่อมากมาย อ้างว่าสามารถทำให้ผิวสวยสุขภาพดีจากภายในสู่ภายนอกได้ หากคุณอยู่ดีกินดีไม่ได้อดมื้อกินมื้อ วิตามินและอาหารเสริม ก็ไม่ใช่สิ่งจำเป็น เพราะการรับประทานอาหารครบทั้ง 5 หมู่และผักผลไม้สดๆย่อมได้คุณค่าทางอาหารมากกว่าอยู่แล้ว แถมราคายังถูกกว่าอีกด้วย จริงไหมคะ

4. ย้อมผมอย่างไรให้ปลอดภัย
ยาย้อมผมเป็นเครื่องสำอางที่มีสารเคมีบางชนิดซึ่ง อาจก่อให้เกิดอันตรายได้หากใช้ผิดวิธี เพื่อความปลอดภัยควรทดสอบอาการแพ้โดยทาบนท้องแขนก่อนใช้ 24 ชั่วโมง หากไม่มีอาการคัน บวม แดงจึงย้อมได้ ห้ามใช้ถ้ามีผื่นผิวหนังอักเสบ แผลเปิดหรือรอยถลอกบนหนังศรีษะ ไม่ควรเกาหรือนวดศรีษะก่อนและระหว่างย้อม อย่านำไปย้อมขนที่อื่น เช่น ขนตา ขนคิ้ว ระวังไม่ให้น้ำยาย้อมกระเด็นเข้าตาเด็ดขาด หากมีอาการคัน ปวดแสบปวดร้อน มีผื่นแดงให้หยุดใช้ทันทีแล้วล้างออกด้วยน้ำปริมาณมากๆก่อนไปพบแพทย์

5. ทำอย่างไรดีเมื่อเล็บเปราะบาง
เล็บเปราะเกิดจากการขาดความชุ่มชื้นซึ่งมักพบในคน ที่ล้างมือบ่อยๆหรือขาดแร่ธาตุบางชนิด เช่น ไบโอติน แคลเซียม การใช้ครีมบำรุงผิวเข้มข้นหลังล้างมืออาจทำให้ดีขึ้นบ้าง ควรตัดเล็บให้สั้นเพื่อป้องกันเล็บฉีกเมื่อต้องหยิบจับของแข็ง หมั่นรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อการบำรุงเล็บ เช่น ตับ เนื้อสัตว์ ข้าวกล้อง และถั่ว ถ้ายังไม่ดีขึ้นลองรับประทานไบโอตินขนาด 2.5 มิลลิกรัมกต่อวัน จะช่วยให้เล็บแข็งแรงขึ้นได้

6. สนไหม..สมุนไพรพอกหน้าให้ด่างดำ
การใช้สมุนไพรพอกหน้าจากสถานเสริมความงามหรือทำด้วย ตัวเองต้องระวังมากเป็นพิเศษ เพราะหากโชคไม่ดีแทนที่จะได้หน้าขาวใสกลับได้รอยด่างดำแทน เพราะพืชสมุนไพรบางชนิด เช่น มะนาว มะกรูด มีสารที่ทำให้เกิดผื่นผิวหนังอักเสบและรอยดำหลังจากสัมผัสสารนั้นแล้วไปตาก แดด ดังนั้น ถ้าไม่จำเป็นควรหลีกเลี่ยงดีกว่าค่ะ

7. ที่มีของปัญหาผิวแตกลาย
ผิวแตกลาย เป็นปัญหาที่พบบ่อยในวัยรุ่นที่โตเร็ว นักกีฬาเล่นกล้าม หญิงตั้งครรภ์และโรคที่มีความผิดปกติของฮอร์โมน การที่ร่างกายมีขนาดโตขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้ผิวหนังขยายตัวยืดตามไม่ทันจึง เกิดเป็นรอยแผลย่นขึ้น ระยะแรกผิวแตกลายมีสีแดงและจะกลายเป็นสีขาวออกวาวๆในระยะหลัง การทายาในกลุ่มกรดวิตามินเออาจทำให้ดีขึ้นได้บ้าง ส่วนการรักษาเลเซอร์ต้องทำต่อเนื่องหลายครั้งและมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง

8. มอยส์เจอไรเซอร์จำเป็นมากขาดไม่ได้
มอยส์เจอไรเซอร์เป็นผลิตภัณฑ์ที่เพิ่มความชุ่มชื้น ให้กับผิวพรรณซึ่งมีหลากหลายชนิดให้เลือกใช้ โลชั่นเหมาะสำหรับคนที่มีผิวผสมหรือผิวแห้งในบางพื้นที่ ครีมเหมาะกับคนผิวแห้งซึ่งควรเลือกชนิดที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดสิวอุดตันภายหลัง ส่วนผิวแพ้ง่ายให้เลือกชนิดที่ไม่มีสี ไม่มีน้ำหอม และระบุว่าเป็น Hypoallergenic ใครที่หน้ามันอยู่แล้วไม่จำเป็นต้องใช้มอยส์เจอร์ไรเซอร์เลยก็ได้ เพราะผิวมีความชุ่มชื้นอยู่แล้ว

9. เหงื่อออกมากผิดปกติที่รักแร้
ภาวะเหงื่อออกมากผิดปกติ เป็นภาวะที่ระบบประสาทซึ่งควบคุมการหลั่งของเหงื่อทำงานมากกว่าปกติ ตำแหน่งที่พบบ่อยคือ รักแร้ ฝ่ามือและฝ่าเท้า คนประสบปัญหานี้จะมีซอกรักแร้เปียกชื้นตลอดเวลาและอาจทำให้มีกลิ่นตัวได้ บางคนไม่กล้าใส่เสื้อผ้าสีอ่อนๆเพราะกลัวจะเห็นเป็นรอยเปียกเหงื่อ การรักษามีหลายวิธี เช่น การทายา Aluminium chloride 20% การรับประทานยาที่มีผลระงับเหงื่อ การฉีดโบท๊อกซ์ และการผ่าตัดต่อมเหงื่อ

10. ยาสีฟันใช้ทาแผลน้ำร้อนลวกได้จริงหรือ
ยาสีฟันเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในการทำความสะอาดฟันซึ่ง มีส่วนประกอบของสารขัดสี สารควบคุมความเป็นกรด-ด่าง สารที่ทำให้เกิดฟองและสารกันบูด ยังมีคนอีกมากที่ปฐมพยาบาลแผลน้ำร้อนลวกเบื้องต้นด้วยการทายาสีฟัน ความจริงแล้วไม่มีส่วนผสมใดๆในยาสีฟันที่สามารถช่วยรักษาหรือสมานแผลได้เลย แต่อาจทำให้เกิดแผลลุกลามจากการติดเชื้อแบคทีเรียซ้ำซ้อนยากต่อการรักษาและ ทิ้งรอยแผลเป็นมากกว่าปกติได้

11. ถ้าไม่อยากแก่เร็วอยู่ให้ไกลจากบุหรี่
ทราบไหมคะว่าการสูบบุหรี่นอกจากจะเป็นสาเหตุของโรค ถุงลมโป่งพองและมะเร็งปอดแล้ว ยังมีผลกระทบต่อระบบผิวหนังอีกด้วย สารนิโคตินในบุหรี่จะทำให้เส้นเลือดเกิดการหดตัวจึงส่งผลให้การหมุนเวียนของ เลือดไปเลี้ยงผิวหนังลดลง แถมยังมีสารอะซีตาลดีไฮด์ซึ่งถูกปล่อยออกมากับควันบุหรี่ไปรบกวนทำให้ผิว หนังอ่อนแอลง นานๆเข้าสีผิวจะกลายเป็นสีเหลืองอมเทา เกิดรอยย่นและแก่ก่อนวัยได้

12. ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้จากการต่อเล็บ
การต่อเล็บต้องใช้กาวเป็นตัวเชื่อมระหว่างเล็บจริง กับเล็บปลอม สารประกอบที่สำคัญของกาวเชื่อม คือ เอทธิลไซยาโนอะคริเลท มีคนจำนวนหนึ่งซึ่งมีปฎิกิริยาแพ้สารตัวนี้ทำให้ผิวหนังรอบเล็บเป็นผื่นแดง บวม คันมาก และยากต่อการรักษา ดังนั้น การต่อเล็บจึงเป็นทางเลือกของความสวยที่มีความเสี่ยงด้วยเช่นกัน

13. ครีมกันแดดสำหรับวันที่มีแดดเท่านั้น
เป็นที่ทราบกันดีว่ารังสีอัลตราไวโอเลตในแสงแดด สามารถทำให้ผิวหนังไหม้ เกิดริ้วรอย กระ ฝ้าและมะเร็งผิวหนังได้ มีคนจำนวนไม่น้อยคิดว่าถ้าแดดไม่ออกหรือเวลาไปเที่ยวต่างประเทศที่มีเมฆ ครึ้มหิมะตกก็ไม่ต้องทาครีมกันแดดซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะถึงแม้ว่าเมฆจะหนาทึบเพียงใด 80% ของรังสีอัลตร้าไวโอเลตยังคงลอดผ่านลงมาอยู่ดี หรือแม้แต่แสงจากไฟในห้องก็ตามค่ะ

14. ขนคุด ที่มาและวิธีกำจัด
ขนคุดเกิดจากเซลล์ผิวหนังที่ตายแล้วอุดตันอยู่ในรู ขุมขน ทำให้ขนไม่สามารถงอกออกมาได้อย่างปกติ มีลักษณะเป็นตุ่มนูนเม็ดเล็กๆ คลำแล้วรู้สึกสากๆ บริเวณที่พบบ่อยคือต้นแขนและต้นขา ส่วนใหญ่มักไม่มีอาการ บางครั้งอาจมีการอักเสบร่วมด้วยทำให้เห็นเป็นตุ่มแดง พบว่ามีความสัมพันธ์กับโรคภูมิแพ้ การทายาประเภทอนุพันธ์ของกรดวิตามิน AHA หรือ BHA จะทำให้ดีขึ้นได้ แต่ถ้าหยุดก็มีโอกาสกลับมาเป็นใหม่ได้อีก

15. นอนผิดท่าใบหน้ามีริ้วรอย
เคยไหมคะว่าที่คุณพบว่าใบหน้ามีรอยย่นหลังตื่นนอน ขึ้นมาตอนเช้าหรือว่าร่องแก้มด้านหนึ่งมีรอยลึกมากกว่าอีกด้าน ริ้วรอยที่เกิดขึ้นนี้มีผลมาจากการนอนในท่าที่มีการกดทับติดต่อกันเป็นเวลา นานหลายชั่วโมงที่เรียกว่า “สลีฟ ลายน์” คนที่ชอบนอนคว่ำหรือนอนตะแคงอาจเกิดรอยแบบนี้ได้มาก หากคุณเป็นคนหนึ่งซึ่งประสบปัญหานี้ให้ลองฝึกนอนหงายดูนะคะ เพราะการนอนหลับในท่านอนหงายจะดีที่สุดสำหรับผิวหน้าของคุณค่ะ

16. จุดซ่อนเร้นสะอาดเกินจำเป็น…อันตราย
จุดซ่อนเร้นหรือช่องคลอดของผู้หญิงจะมีสภาวะเป็นกรด อ่อนๆจากเชื้อจุลินทรีย์ที่อาศัยอยู่ซึ่งมีผลดีต่อการยับยั้งการเจริญเติบโต ของเชื้อรา การใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดเฉพาะที่เป็นประจำอาจทำให้สมดุลของความเป็นกรด ด่างนี้เสียไป ส่งผลให้เชื้อราเติบโตขึ้นมาแทน บางรายอาจเกิดการแพ้และระคายเคืองจากน้ำหอมที่ผสมอยู่ โดยทั่วไปการทำความสะอาดช่อ่งคลอดด้วยน้ำเปล่าและสบู่ธรรมดาก็เพียงพอแล้ว

17. เรื่องของส้นเท้าแตก แห้งและเจ็บ
ส้นเท้าแตกเป็นอาการของผิวหนังที่แห้งและขาดความ ชุ่มชื้นอย่างมากทำให้ผิวหนังส่วนนอกหนาและแตกเป็นร่องคล้ายกับผิวดินที่แตก ระแหง บางคนพยายามจะดึงหนังที่แข็งๆออก แต่กลับทำให้หนังฉีกลึกลงไปถึงเนื้อด้านในซึ่งจะเจ็บมากเวลาเดิน การรักษาต้องใช้มอยส์เจอไรเซอร์ชนิดเข้มข้นร่วมกับยาทาที่มีส่วนผสมของยู เรียและกรดซาลิไซลิกทาเป็นประจำทุกวันจึงจะดีขึ้น