วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

7 เคล็ดลับผลาญส่วนเกิน




ถ้าสาวๆ อยากได้รูปร่างสวยเพรียว นอกจากจะต้องเอาจริงกับมันแล้ว ยังต้องมีวิธีลดน้ำหนักที่ถูกต้องด้วย


1. งดอาหารที่มีไขมันอย่างเด็ดขาด
วิธีนี้จะช่วยให้หน้าท้องลดลงได้ดีที่สุด เพราะหน้าท้องของเราจะเป็นที่แรกที่ร่างกายจะเอาไขมันส่วนเกินมาสะสมไว้


2. จำกัดปริมาณอาหารเรียงกันไปในแต่ละมื้อ
ทานมื้อเช้าให้มากที่สุด มื้อกลางวันรองลงมา ส่วนมื้อเย็นควรเป็นมื้อที่ทานน้อยที่สุด หรือกินแค่ผลไม้หรือสลัดผักสักจานก็พอแล้ว


3. ออกกำลังกายอย่างน้อย 3 ครั้งต่อสัปดาห์
แต่ละครั้งไม่ต่ำกว่า 30 นาที สาวๆควรจะออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้การเผาผลาญไขมันส่วนเกินเป็นไปอย่างต่อเนื่อง และเมื่อสลายไขมันได้แล้ว การออกกำลังกายต่อไปก็จะทำให้กล้ามเนื้อกระชับและป้องกันไม่ได้ไขมันกลับมาอีก


4. สำหรับการออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนักนั้น
จะต้องเน้นที่การเคลื่อนไหวเป็นจังหวะด้วยจึงจะได้ผลดี เช่น เต้นแอโรบิก วิ่ง ว่ายน้ำ


5. ถ้าสาวๆ อยากจะออกกำลังกายเฉพาะส่วนเพื่อลดหน้าท้อง
ควรจะทำในช่วงเช้าจะได้ผลดีที่สุด เพราะในตอนเช้าเป็นเวลาที่ระบบต่างๆ ในลำไส้กำลังทำงาน ถ้าได้ออกกำลังกายก็จะยิ่งเสริมการเผาผลาญบริเวณนี้ให้มากขึ้น


6. สำหรับท่าบริหารลดหน้าท้อง
ไม่ว่าจะเลือกทำท่าใดก็ตาม ควรจะทำไม่ต่ำกว่าเซ็ตละ 15 ที จากนั้นก็ค่อยๆ เพิ่มจำนวนเซ็ตขึ้นไปเรื่อยๆ จนถึง 3 เซ็ตใน 1 ครั้ง

7. ถ้าจะลดหน้าท้องให้ได้ผล
หัวใจหลักอยู่ที่การทำให้กล้ามเนื้อหน้าท้องได้เคลื่อนไหวอย่างต่อเนื่อง ถ้าท่าลดหน้าท้องที่สาวเลือกใช้ทำไม่ได้ตามนี้ ก็แสดงว่าท่านั้นเป็นท่าที่ไม่ได้ผลหรือต่อให้ออกกำลังกายอย่างหักโหม แต่หน้าท้องไม่ได้เคลื่อนไหวเลย ก็เท่ากับว่าเสียแรงเปล่าอยู่ดี

อาหารสิวที่สาวๆควรระวัง



เรื่องธรรมดาที่ซ่อนความไม่ธรรมดาไว้ เพราะอาหารนอกจากจะให้ประโยชน์แก่ร่างกายแล้ว อาหารยังมีส่วนทำให้เกิดโรคและช่วยป้องกันรักษาโรคได้เช่นกัน ดังนั้นการกินอาหารจึงต้องพิถีพิถันเป็นพิเศษ เพื่อให้ได้มาซึ่งอาหารที่มีคุณค่าครบถ้วนตามหลักโภชนาการ เพื่อสุขภาพที่ดี และช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรค ยกตัวอย่างใกล้ตัว อย่าง สิว ที่มีคนไข้จำนวนไม่น้อยทีเดียวที่มีต้นเหตุหรือปัจจัยเสริมของสิวก็มาจากอาหารที่รับประทานนั่นเอง ซึ่งอาหารที่กระตุ้นและก่อให้เกิดสิวมี 3 ประเภทหลัก คือ

1. นม ผลิตภัณฑ์จากนม Daily Product เช่น นมข้นหวาน ชีส โยเกิร์ต ไอศกรีม เค้ก เบเกอรี่ และอาหารที่ผสมของนม เนื่องจากนมเป็นอาหารย่อยยาก เมื่อรับประทานเข้าไปจะเกิดหมักหมมในกระเพาะอาหาร และเกิดการเจริญเติบโตของ Yeast ซึ่งเมื่อเพิ่มมากขึ้นก็จะเกิดการกระตุ้นให้เกิดสิวได้ แต่ถ้าหากเกรงว่าจะทำให้ร่างกายขาดสารอาหารที่คอยได้รับจากนม เราสามารถเลือกทานจากอาหารกลุ่มอื่นได้ เช่น ไข่ เต้าหู้ ถั่วต่างๆ ปลาตัวเล็ก และเนื้อสัตว์ เพื่อทดแทนโปรตีนและแคลเซียมจากนมได้

2. อาหารที่หวานจัด ก็จะเป็นอาหารของ Yeast ในกระเพาะอาหารเช่นเดียวกัน ทำให้ Yeast เจริญเติบโตได้ และยังทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของ Hormone ทำให้ Hormone ไม่คงที่ ขึ้นๆ ลงๆ ตลอดเวลา เป็นสาเหตุของการเกิดสิวเพิ่มมากขึ้น

3. คาเฟอีน จากชา กาแฟ เครื่องดื่มบำรุงกำลัง น้ำอัดลม เป็นตัวกระตุ้นให้ Yeast เติบโตและเกิด toxin เป็นของเสียในร่างกาย และกระตุ้นให้เกิดสิวได้ง่าย

คนที่มีอาการสิวอักเสบมาก เป็นๆ หายๆ ตลอดเวลา หากทำการรักษามาหลายวิธี แต่สิวก็ยังไม่หายขาด อาจทดลองได้โดยการงดอาหารทั้ง 3 กลุ่ม ดังกล่าวข้างต้น สัก 1-2 เดือน หากผลที่ออกมาทำให้เกิดสิวลดลงหรือไม่เกิดสิวใหม่ ก็เป็นไปได้ว่าคุณอยู่ในกลุ่มที่ถูกกระตุ้นให้เกิดสิวจากอาหารเหล่านี้ และสามารถแก้ไขปัญหาสิวได้ไม่ยากอีกต่อไป

สูตรผิวสวยด้วยข้าวโพด



ข้าวโพด นิยมนำมาเป็นส่วนผสมของเครื่องสำอางค์และครีมบำรุงผิวที่ช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว และช่วยชะลอวัย เนื่องจากมีวิตามินซี บี1 และสารต้านอนุมูลอิสระแซนโทฟิลล์ (Xanthophyll)



สูตร 1โลชั่นลดจุดด่างดำ
ปั่นเมล็ดข้าวโพด 1 ถ้วยกับน้ำต้ม 1/3 ถ้วยจนละเอียด กรองเอาแต่น้ำ ผสมน้ำมะนาว 2 ช้อนชาและน้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ คนให้เข้ากัน ทาให้ทั่วใบหน้า ทิ้งไว้ 20 นาที ทาทับอีกครั้งแล้วทิ้งไว้อีก 15 นาที ล้างออกด้วยน้ำเย็น


สูตร 2 สูตรครีมหน้าขาว-กระชับรูขุมขน
ปั่นเมล็ดข้าวโพด 1 ถ้วยกับน้ำต้มสุก 3 ช้อนโต๊ะจนเป็นครีม เติมน้ำมะนาว 3 ช้อนชาและไข่ขาว 1 ฟองปั่นต่อจนเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วนำมาทาทั่วใบหน้า ใช้ปลายนิ้วคลึงเบาๆ เน้นบริเวณหน้าผาก จมูก คาง ประมาณ 10 นาที พอกทิ้งไว้ 15 นาที ล้างออกด้วยน้ำอุ่น ตามด้วยน้ำเย็น



ขอบคุณเนื้อหา

วันอังคารที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ฝังเข็มเพื่อความงาม

การฝังเข็ม คือ การแทงเข็มลงไปบนจุดฝังเข็มตามร่างกาย โดยคาเข็มไว้สักครู่.. หลังจากนั้นจึงนำเข็มออก การฝังเข็มเป็นการรักษาโรค โดยใช้หลักการรักษาของแพทย์แผนจีนที่มีพัฒนาการมากกว่า 4000 ปี

การฝังเข็มเป็นศาสตร์แขนงหนึ่งของแพทย์แผนจีนโบราณ ปัจจุบันได้รับการยอมรับและเชื่อถือมากขึ้นจากแพทย์แผนตะวันตก เพราะสามารถอธิบายได้ด้วยวิทยาศาสตร์ โดยใช้หลักของประสาทสรีรวิทยา คือเมื่อมีการกระตุ้นปลายประสาท จะส่งผลให้อวัยวะต่างๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงการทำงาน การฝังเข็มก็คือการใช้เข็มเป็นตัวกระตุ้นซึ่งให้ผลการรักษาดีไม่น้อย เพราะแพทย์แผนจีนได้สั่งสมความรู้มานับพันปีในเรื่องจุดต่างๆ ที่มีความสัมพันธ์กับการทำงานและความสมดุลของร่างกาย


การฝังเข็มเพื่อเพิ่มและลดน้ำหนัก
วิธีฝังเข็มเพื่อเพิ่มหรือลดน้ำหนักถูกกล่าวขวัญกันมาก ด้วยจุดเด่นที่แตกต่างจาก
วิธีลดน้ำหนักอื่น ๆ ตรงที่มุ่งเน้นการมีน้ำหนักที่เหมาะสมพร้อมกับสภาพร่างกายที่แข็งแรง
ไม่มีอันตรายทั้งโดยตรงและผลข้างเคียง

การแพทย์แผนจีนถือว่าสภาวะของร่างกายแต่ละคนไม่เหมือนกัน การรักษาจึงต้องพิจารณาว่าร่างกายของผู้นั้นอยู่ในสภาวะใด สาเหตุของปัญหาอยู่ที่ไหน โดยส่วนใหญ่คนอ้วนหรือมีน้ำหนักเกินมักมีสาเหตุจากการกินมาก แต่นำไปใช้น้อย หรือร่างกายไม่สามารถแปรอาหารเป็นพลังงานเพื่อนำไปใช้ได้หมด นั่นแสดงถึงสภาวะที่ระบบการย่อยและการดูดซึมของร่างกายผิดปกติ จึงทำให้มีไขมันหรือของเสียตกค้างในร่างกาย

สภาวะที่ระบบการย่อยและการดูดซึมของร่างกายผิดปกติมีอยู่สองลักษณะด้วยกันประการแรกคือ มีสภาพแกร่ง หมายถึง ระบบการย่อยและการดูดซึมของร่างกายมีการสะสมความร้อนมากเกินไป ซึ่งเกิดได้จากการกินอาหารร้อน ๆ บ่อย ๆ เป็นเวลานาน การกินอาหารมื้อดึก การกินอาหารประเภทไขมันรวมถึงการกินอาหารปริมาณมากเป็นประจำ ทำให้ได้รับแคลอรี่หรือพลังงานมาก ร่างกายก็ร้อนมาก เมื่อใช้พลังงานไม่หมด ร่างกายสะสมพลังงานที่เหลือไว้ นานเข้าก็มีผลกระทบให้การย่อยไม่ดีตามไปด้วย อาการของคนที่มีสภาวะนี้จะขี้ร้อน เหงื่อออกง่าย กินเก่ง หิวง่าย หน้าแดง ลิ้นแดง ชีพจรเต้นเร็วและแรง ท้องผูก ปัสสาวะมีสีเข้ม

ลักษณะที่สองคือ ระบบการย่อยและดูดซึม มีสภาพพร่อง หมายถึงมีความเย็นมาก ทำให้ร่างกายย่อยไม่ดี ซึ่งจะมีผลให้มีน้ำและความชื้นตกค้างในร่างกายมากสังเกตได้ว่า คนอ้วนที่อยู่ในสภาวะนี้มักจะตัวบวม เนื้อเหลว และตรงกันข้ามกับแบบแรก คือ กินน้อยแต่อ้วน เหนื่อยง่าย ท้องเสียบ่อย ถ้ายิ่งไปกินของเย็น เช่น แตงโม สับปะรด ชมพู่ น้ำชา มะขามแขก ผักผลไม้ต่างๆ ก็จะยิ่งอ้วนขึ้นอีก

การฝังเข็มเพื่อลดน้ำหนักให้ได้ผลจึงต้องขึ้นอยู่กับความชำนาญของแพทย์ในการวินิจฉัยสาเหตุแห่งความอ้วนของคนไข้แต่ละรายได้ถูกต้องด้วย เพราะวิธีบำบัดจะแตกต่างกันตามลักษณะว่าอ้วนแบบใด คนที่อ้วนแบบยิ่งกินยิ่งอ้วนก็ต้องใช้หลักฝังเข็มในจุดที่กระตุ้นให้สมองลดความอยากอาหาร ลำไส้บีบตัวน้อยลง จุดที่ลดความร้อนในกระเพาะและลำไส้ จุดที่ช่วยระบายความชื้นที่ตกค้างหรือที่เรียกว่าระบายเสมหะชื้น กระตุ้นให้เกิดการใช้พลังงาน และกระตุ้นบางจุดให้มีไขมันละลาย ส่วนคนที่กินน้อยแต่อ้วน แพทย์จะฝังเข็มกระตุ้นในจุดตรงข้าม คือกระตุ้นให้กินมากขึ้น ทำให้สุขภาพแข็งแรงขึ้น ท้องไม่ผูก ไม่เสีย บำรุงการย่อยให้แข็งแรง เมื่อระบบการย่อยอาหารทำงานได้ดี ของเสียไม่ตกค้างในร่างกาย อาการบวมก็น้อยลง เป็นการรักษาสมดุลของร่างกาย เรียกว่าผอมลงอย่างแข็งแรง

ในกรณีที่ต้องการเพิ่มน้ำหนัก ก็ทำได้โดยการกระตุ้นที่ศูนย์ควบคุมความหิวความอิ่มให้ส่งผลกลับกัน คือกระตุ้นให้เกิดความอยากอาหาร ให้การดูดซึมสารอาหารเป็นไปได้ดีมากขึ้น เมื่อรับประทานได้มากและร่างกายรับไปใช้ได้ดีขึ้น น้ำหนักก็จะเพิ่มตามมาในที่สุด

คนที่ต้องการลดน้ำหนักทั้งตัว หมอจะใช้เข็มกระตุ้นหลายๆจุดพร้อมกัน แต่หากต้องการลดเฉพาะส่วน ก็ทำได้โดยใช้กระแสไฟฟ้าต่อเข้ากับเข็ม ทำการกระตุ้นเป็นจังหวะทำให้เกิดการสั่นสะเทือนของกล้ามเนื้อ ไขมัน ที่รวมตัวกันเป็นก้อนก็จะแตกตัว ลดขนาดลงและถูกขับออกมาทางท่อน้ำเหลือง ซึ่งปลอดภัยกว่าการดูดไขมันเยอะ

แต่กระนั้นสาว ๆ ใจร้อนที่อยากมีหุ่นสวยกลับไม่ค่อยถูกใจวิธีฝังเข็ม เพราะเห็นผลช้าต้องทำต่อเนื่องอย่างน้อย 10 ครั้ง เปรียบเทียบกับการใช้ยาลดความอ้วนซึ่งเห็นผลเร็วกว่าเพราะยาจะเข้าไปบังคับให้ไม่รู้สึกหิว คุณจึงอดอาหารได้สบาย และผอมลงในเวลาอันรวดเร็วแต่ผลที่ตามมาคือ ร่างกายขาดสารอาหาร ซึ่งอันตรายมาก เมื่อหยุดยาก็มักเกิดผลตรงข้ามที่ เรียกว่า Yo-Yo Effect คือ น้ำหนักเพิ่มกลับมากกว่าเดิมอีกด้วยซ้ำ

นอกจากนี้ยังมีการวิจัยอีกด้วยว่า การฝังเข็มเพื่อเพิ่มหรือลดน้ำหนักจะมีผลให้ความดันเลือดและไขมันในเส้นเลือดลดลง และช่วยปรับระดับอินซูลิน คอร์ติโซน และอะดรีนาลิน ซึ่งเป็นสารที่มีความสัมพันธ์กับการเผาผลาญและการสะสมไขมัน ให้อยู่ในระดับสมดุลสอดคล้องกับสภาพของร่างกาย

ส่วนผลที่ได้รับจากวิธีฝังเข็ม ไม่ได้เน้นว่าคุณสามารถลดหรือเพิ่มน้ำหนักได้เท่าไหร่หากแต่จะพิจารณาถึงสุขภาพโดยรวม เป็นต้นว่า ระบบย่อยทำงานดีขึ้น อาการไม่สบายต่าง ๆ เช่น ท้องอืด ท้องเฟ้อหายไป ร่างกายแข็งแรงขึ้น ตรงนั้นต่างหากเป็นสำคัญ เพราะการฝังเข็มไม่เพียงแต่ช่วยเพิ่มหรือลดน้ำหนักเท่านั้น แต่จะปรับสมดุลของร่างกายให้สุขภาพดีขึ้น

แต่ท้ายสุด สิ่งที่พึงระลึกก็คือ หากคุณยังไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินซึ่งเป็นสาเหตุใหญ่ของความอ้วน การบำบัดก็จะยิ่งเห็นผลช้าหรือเมื่อน้ำหนัดลดแล้วกลับไปมีพฤติกรรมการกินแบบเดิมอีก ก็ต้องเริ่มบำบัดกันใหม่



การฝังเข็มเพื่อชะลอวัยและลดริ้วรอย
ปักเข็มลงไปบนจุดลมปราณบนใบหน้าทำให้เลือดมาเลี้ยงใบหน้ามากขึ้น แก้มมีสีอมชมพูสดใสตามธรรมชาติ และกระตุ้นกล้ามเนื้อใบหน้าให้แข็งแรงเหมือนได้ออกกำลังกาย ยกกระชับขึ้น นอกจากนั้นยังช่วยกระตุ้นให้อวัยวะภายในที่มีลมปราณเชื่อมกับใบหน้าให้แข็งแรงขึ้น

พอกันที พุงป่อง ๆ

เคยเป็นบ้างไหมว่า แม้เราจะลดน้ำหนักสักแค่ไหน หน้าท้องของเราก็ยังป่องไม่เรียบตึงเช้งกะเด๊ะซะที คุณควรรู้ไว้ว่าสาเหตุของพุงป่องไม่ใช่จากการรับประทานเพียงอย่างเดียว และคนพุงป่องก็ไม่ได้แปลว่าอ้วนด้วย แต่อาจเป็นเพียงอาการบวมน้ำเท่านั้น ลองเรียนรู้สักนิดเพื่อหาทางกำจัดพุงป่องๆ แบบถาวรกันดีกว่า


1. การแพ้อาหาร
บางครั้งอาการท้องบวมอาจเกิดจากอาการระคายเคืองหรือการติดเชื้อของระบบย่อยอาหารในช่องท้อง หรืออาจรวมถึงการรับประทานยาบางชนิดที่ทำให้บวมน้ำและยังรวมไปถึงการมีรอบเดือนด้วย แต่ถ้าคุณรู้สึกว่าหน้าท้องของคุณบวมขึ้นผิดปกติหลังทานอาหารบางชนิด ให้สันนิษฐานได้ว่าคุณน่าจะมีอาการแพ้อาหารเข้าให้แล้ว จากสถิติพบว่าอาหารจำพวกแป้งและนมมีโอกาสทำให้เกิดอาการแพ้และบวมมากที่สุด

2.อาหารลดน้ำหนัก
คนที่ชอบหวังพึ่งอาหารลดน้ำหนักจำพวกโลว์-แฟ้ต หรือแฟ้ต-ฟรีมักจะมีปัญหาพุงป่อง เนื่องจากคุณจะคิดว่ามันเป็นอาหารแคลอรี่ต่ำ จึงสามารถกินมากกว่าปกติ อาหารพวกนี้อาจมีพลังงานน้อยกว่าปกติ แต่มันก็ไม่ได้น้อยขนาดนั้น ทางที่ดีหันมารับประทานผักผลไม้ให้มากขึ้นจะดีกว่า รวมทั้งรับประทานอาหารที่มีเอนไซม์ช่วยย่อย อาทิ น้ำมะนาว น้ำส้มสายชูสกัดจากแอ๊ปเปิ้ล หรือผักสดต่างๆ

3.กินช้าๆ แต่บ่อยๆ
เลิกนิสัยรีบกินรีบไปซะที ค่อยๆ เคี้ยวอาหารช้า ๆ เพื่อให้ประสาทรับรู้ของเราค่อยๆ รู้สึกอิ่ม และในแต่ละมื้ออย่ากินให้เยอะจนอิ่มแน่นท้อง คุณควรแบ่งมื้ออาหารออกเป็นมื้อย่อย ๆ แต่อย่ากินขนมจุบจิบจำพวกขนมนมเนยต่าง ๆ เลือกกินผลไม้หรือธัญพืช เมื่อหิวระหว่างมื้อจะดีกว่า

4.ขจัดสารพิษ
แอลกอฮอล์ คาเฟอีน และนิโคตินในบุหรี่มีผลร้ายต่อระบบเผาผลาญอาหารของร่างกาย ส่งผลให้ร่างกายบวมน้ำและยังก่อให้เกิดเซลลูไลท์อีกด้วย ดังนั้นเมื่อรู้เหตุดังนี้แล้วก็แค่ลดละเลิกการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และคาเฟอีนต่าง ๆ และเลิกสูบบุหรี่ไปซะด้วยเลยในเวลาเดียวกัน

5.หัดกินสักนิด
ในกระเพาะของเราจะมีแบคทีเรียอาศัยอยู่เพื่อช่วยในการย่อยอาหาร แต่บางครั้งแบคทีเรียเหล่านี้ก็อาจถูกกำจัดไปจากสภาวะต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเจ็บป่วยหรือการรับประทานอาหารบางชนิด แนะนำให้คุณรับประทานโยเกิร์ตรสธรรมชาติเป็นประจำเพื่อปรับสมดุลแบคทีเรียกลุ่มที่เป็นประโยชน์ จะช่วยทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้นและช่วยให้หน้าท้องของคุณบวมน้อยลงด้วย

6.ดื่มน้ำให้มาก
น้ำเป็นเสมือนขุมทรัพย์แห่งความงามจริงๆ รวมไปถึงอาการบวมน้ำนี้ด้วยคุณควรดื่มน้ำให้ได้อย่างต่ำ 8 แก้วต่อวัน แต่วิธีการดื่มนั้นอย่าดื่มหมดแก้วในคราวเดียวควรจิบน้ำบ่อยๆ เรื่อยๆ เพราะการที่คุณดื่มน้ำแก้วใหญ่ในคราวเดียว จะทำให้กระเพาะปัสสาวะของคุณขยายใหญ่ ถ้าจะให้ดีลองเลือกดื่มขาสมุนไพร อาทิ ชาเป็ปเปอร์มินต์ หรือชาคาโมไมล์แทนน้ำเปล่า โดยเฉพาะการดื่มในช่วงหลังอาหาร จะช่วยให้อาหารที่คุณรับประทานเข้าไป ย่อยได้ดีขึ้นด้วย

7. บริหารกล้ามเนื้อหัวใจ
ผู้หญิงหลายคนเชื่อว่าการซิตอัพทุกวันจะช่วยให้หน้าท้องแบนเรียบแต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่เลย แม้ว่าการซิตอัพจะช่วยสร้างกล้ามท้อง แต่ถ้าร่างกายของคุณนั้นยังปกคลุมด้วยชั้นไขมันแล้วล่ะก็ หน้าท้องเรียบตึงก็จะไม่มีวันโผล่มาให้เห็นหรอก ดังนั้นจึงจำเป็นที่คุณจะต้องออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอเป็นประจำอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน อย่างต่ำ 3 วันต่อสัปดาห์เพื่อให้ร่างกายได้เผาผลาญไขมันออกไป ผนวกกับการซิตอัพ คราวนี้แหละสวยตึงแน่นอน

8. หายใจลึกๆ
เมื่อคุณหายใจเข้าออกแบบลึกๆ จะช่วยให้ร่างกายจะคลายความตึงเครียดออกมา รวมทั้งยังช่วยในการเติมอ็อกชิเจนและพลังชีวิตให้ร่างกายด้วย ทุกครั้งที่คุณหายใจให้พยายามหายใจให้ลึกเข้าไปยังท้อง อย่าหยุดเพียงแค่เก็บลมไว้ในช่องอกการหายใจเข้าออกจากท้องเป็นนิสัยจะช่วยกระชับให้กล้ามเนื้อหน้าท้องแข็งแรงมากยิ่งขึ้น

9. นวดกระชับหน้าท้อง
ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่าการนวดช่วยได้ จริงๆ เนื่องจากการนวดท้องนั้น ช่วยไล่ลมที่กักเก็บไว้ในช่องท้องได้ และช่วยทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้นด้วย ณ วิธีการนวดก็ไม่ยาก เพียงวางฝ่ามือลงบนท้องแล้วนวดวนตามเข็มนาฬิกา ถ้าอยากเห็นผลลัพธ์เร็วขึ้น คุณอาจใช้ครีมจำพวกกระชับกล้ามเนื้อหน้าท้องร่วมด้วยก็ได้

สูตรผิวสวยหน้าใสด้วยชาดำ

แม้ทุกวันนี้เราจะรู้จักชาต่างๆ ในฐานะพี่เลี้ยงความงามหลากหลายรูปแบบ แต่น้อยคนนักจะรู้ว่า ชาดำ เป็นตัวช่วยสำคัญในเรื่องความสวยความงามตั้งแต่หัวจรดเท้า เนื่องจากอุดมไปด้วยวิตามินอีและซี ซึ่งเป็นแอนติออกซิแดนท์ตัวเอกที่เอาชนะ free radical อันก่อให้เกิดความร่วงโรยได้อย่างสบายๆ


นอกจากนี้ ชาดำยังมีฤทธิ์ช่วยสมานผิว มีสารที่ทำให้เนื้อเยื่อหดตัวเข้าหากัน มีสารที่มีประโยชน์อย่าง แทนนิน ที่ช่วยปลอบประโลมผิวคล้ำจากการอยู่กลางแสงแดดเป็นเวลานานได้อย่างมีประสิทธิภาพ


ด้วยประโยชน์ที่ครอบคลุมนี้เอง ชาดำจึงช่วยให้เราสวยอย่างมีสุขภาพดีแบบที่ใครต้องทัก ตอนนี้เราไปตามหาเคล็ดลับความงามที่ซ่อนอยู่ในชาดำกันได้เลย



แก้ผิวคล้ำหลังออกแดด
บ้านเราแดดแรง สาวคนไหนที่ออกแดดบ่อยคงต้องระวัง เพราะการอยู่ท่ามกลางแดดจัดนานเกินไปเป็นการเปิดช่องให้เกิดฟรีเรดิคัล ตัวการสำคัญที่ทำร้ายผิว วันนี้เราจะใช้ชาดำที่มีทั้งวิตามินอีและซีและแทนนินที่ช่วยแก้ปัญหาผิวไหม้จากแสงแดดได้ดี มาสยบผิวคล้ำเสีย ทำไปพร้อมๆ กันเลย



1. แช่ถุงชาดำ 4 ถุง ในน้ำร้อน 2 ถ้วย ทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง นำถุงชาขึ้น
2. ใช้ผ้าสะอาดหรือผ้าขัดตัว (ที่มีลักษณะก้อนกลมใคล้ายลูกบอล) ลงชุบน้ำชาให้ชุ่ม บีบพอสะเด็ดน้ำ แล้วนำไปวางบริเวณผิวที่คล้ำหรือไหม้แดด นาน 15 นาที
3. ทิ้งระยะ 1-2 ชม. แล้วทำซ้ำให้ได้วันละ 4 ครั้ง

หรือจะผสมน้ำอุ่นในอ่างอาบน้ำ นำถุงชาดำ 5-6 ถุงใส่ลงไป จากนั้นลงแช่ตัวประมาณ 10-15 นาที


แก้ตาบวมและรอยคล้ำรอบดวงตา
1. แช่ถุงชาดำ 2 ถุง ในน้ำร้อน 2 ถ้วย ทิ้งไว้ 3-5 นาที นำขึ้นรอจนสะเด็ดน้ำ นำเข้าแช่ตู้เย็นจนถุงชาเย็น
2. หลับตาลง นำถุงชาวางลงบริเวณดวงตาทั้งสองข้าง ทิ้งไว้ 10-20 นาที ยกออก ปล่อยให้แห้งโดยไม่ต้องล้างออก


ริมฝีปากนุ่มชุ่มชื้นลดความหมองคล้ำ
1. แช่ถุงชาดำ 1 ถุง ในน้ำร้อน 1 ถ้วย ทิ้งไว้ 3-5 นาที นำขึ้นรอจนสะเด็ดน้ำ
2. นำถุงชาวางบนริมฝีปากที่สะอาดหรือล้างเครื่องสำอางออกหมดจดแล้ว ทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที ยกถุงชาออก ปล่อยให้แห้ง


เส้นผมทอประกาย
สูตรนี้ช่วยให้ผมดำเงางามและสวยเป็นประกายได้ทันใน แต่ต้องชงชาให้แก่สักหน่อย
1. แช่ถุงชาดำ 3 ถุง ในน้ำร้อน 2 ถ้วย ทิ้งไว้ 20 นาที หรือรอจนน้ำชาเย็นลงจนมีอุณหภูมิปกติ
2. สระผมให้สะอาดรอจนผมหมาด เทน้ำชาที่ได้ลงบนผมโดยไม่ต้องล้างออก เช็ดผมให้แห้ง


ลบเลือนจุดด่างดำบริเวณโหนกแก้มและจมูก
1. แช่ถุงชาดำ 1 ถุง ในน้ำร้อน 1 ถ้วย ทิ้งไว้ 3-5 นาที นำขึ้นรอจนสะเด็ดน้ำ
2. นำถุงชาวางบริเวณจุดด่างดำประมาณ 20 นาที ยกออก ปล่อยให้แห้งเอง


ดับกลิ่นเท้า
1. แช่ถุงชาดำ 3 ถุง ในน้ำร้อน 3 ถ้วย ทิ้งไว้ 30 นาที หรือรอจนพอที่จะแช่เท้าได้
2. แช่เท้าในน้ำชาประมาณ 20 นาที แล้วเช็ดเท้าให้แห้ง

ถึงแม้ชาจะเป็นตัวช่วยสารพัดประโยชน์ก็ตาม แต่เราก็ควรแก้ที่ต้นตอของปัญหา เช่น หลีกเลี่ยงแสงแดด และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ แค่นี้ก็สวยด้วยวิธีง่ายๆ

หมายเหตุ : หากชาดำเป็นแบบตวง ให้ใช้ประมาณครึ่งช้อนชาแทนชาดำ 1 ถุง

ลดต้นขาสู่ขาเรียวสวย


ผู้หญิงร้อยทั้งร้อยปรารถนาที่จะเป็นเจ้าของขาเรียวสวย เสน่ห์แห่งสรีระอีกส่วนที่ใครๆ ก็ต้องการ ขาจะเรียวสวยหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ตั้งแต่ลักษณะโครงสร้างของร่างกาย การควบคุมน้ำหนัก การออกกำลังกายให้กล้ามเนื้อดู firm อยู่เสมอหรือไม่ หญิงใดได้ฉายา ขาใหญ่ ย่อมมิเป็นที่ถูกใจอย่างยิ่งยวด มาเริ่มบริหารต้นขากันด้วยท่าต่างๆ ที่คุณสามารถบริหารเองได้ที่บ้านกันดีกว่า

ก่อนอื่นต้องทำความเข้าใจสรีระของต้นขา ซึ่งประกอบไปด้วย ต้นขาด้านหน้าเป็นกล้ามเนื้อมัดใหญ่ที่มีส่วนในการใช้เดิน ต้นขาด้านข้างเป็นเนื้อ และต้นขาด้านหลังเป็นแหล่งสะสมของไขมัน การที่จะลดต้นขาให้ firm และได้สัดส่วนเรียวงามขึ้นควรจะบริหารทั้ง 3 ส่วนเท่าๆ กัน นอกจากผลที่ได้กับต้นขาแล้ว คุณยังจะได้รับผลข้างเคียงต่อหน้าท้องที่จะลดตามไปด้วยในตัว

ก่อนที่จะเข้าสู่ท่าการบริหารต้นขาคุณจะต้องปฏิบัติตนอย่างเคร่งครัดในการ warm up ร่างกายทุกครั้ง เพื่อป้องกันและหลีกเลี่ยงอาการบาดเจ็บ



หั ว ใ จ สำ คั ญ ข อ ง ก า ร อ อ ก กำ ลั ง ก า ย

Warm up เพื่อเตรียมความพร้อม ให้ระบบร่างกายทุกส่วนได้เคลื่อนไหวอย่างช้าๆ เพื่อปรับอุณหภูมิในร่างกายให้ค่อยๆ สูงขึ้น จนทำให้โลหิตหมุนเวียนทั่วร่างกาย ออกซิเจนไหลเวียนดี ร่างกายจึงพร้อมออกกำลังกายอย่างปลอดภัย การ Warm up สามารถใช้ความร้อนช่วยเพิ่มอุณหภูมิในร่างกายสูงขึ้นก็ได้ เช่น อบไอน้ำ เซาว์น่า ระยะเวลาในการบริหารทั่วไปประมาณ 10 นาที

Stretching บริหารเพื่อยืดเอ็น กล้ามเนื้อให้ยืดหยุ่นก่อนที่จะออกกำลังกายได้นานๆ สามารถป้องกันการบาดเจ็บของกล้ามเนื้อเอ็น และข้อในขณะออกกำลังได้ถึง 80 % ระยะเวลาในการ Stretching ที่พอเหมาะควรจะไม่มากหรือน้อยเกินไป เช่นถ้า warm up 10 นาที ควร Stretching 5 นาที หรือสลับเวลากันก็ได้

Warm down สำหรับคนทั่วไปเพื่อให้หัวใจเต้นช้าลงหลังจากการออกกำลังกาย มาอยู่ที่ระดับปกติ คือประมาณ 120 ครั้ง/นาที ส่วนผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี การ Warm down สามารถทำได้โดยการเดินช้าๆ เพื่อให้ระดับหัวใจเต้นช้าลงมาที่ระดับ 100 ครั้ง / นาที



เ ท ค นิ ค แ ล ะ ท่ า บ ริ ห า ร ต้ น ข า

บางท่าของการบริหารต้นขาแต่ละส่วนมีให้เลือก 2 ท่า คุณสามารถเลือกท่าที่คุณถนัดได้ หรือจะบริหารทุกท่าเลยก็ได้

บริหารต้นขาด้านหน้า 1
1. นอนหงายราบลงบนพื้น สอดมือทั้งสองข้างรองไว้ที่ก้น งอเข่าซ้ายเข้าหาอก แล้วเหยียดขาขวาตรงขึ้นข้างบนอย่างช้าๆ
2. เมื่อเหยียดขาขวาได้สุดแล้ว ให้นิ่ง และหายใจตามปกติ
3. ให้รู้สึกได้ถึงความตึงที่ต้นขาด้านหน้า และด้านหลังของลำขาทั้งหมด
4. กลับสู่ท่าเริ่มต้นใหม่ โดยให้เข่าขวางอเข้าหาหน้าอก แล้วเหยียดขาซ้ายตรงขึ้นข้างบนบ้าง ทำสลับกันเช่นนี้ ให้ได้ข้างละ 10-15 ครั้ง (1 เซ็ท)
5. ควรปฏิบัติ 3 เซ็ท / วัน 3-5 วัน / สัปดาห์



บริหารต้นขาด้านหลัง 1
1. นอนคว่ำหน้าลงบนหลังมือทั้งสองข้าง โดยมีเบาะรองพื้น
2. กดสะโพกให้แนบติดพื้น ขณะเดียวกันก็เกร็งกล้ามเนื้อหน้าท้องเอาไว้
3. ค่อยๆ งอขาขวาเข้าหาก้นอย่างช้าๆ โดยต้นขาด้านหน้ายังแนบติดกับพื้นเบาะ
4. นิ่งสักครู่ก่อนที่จะลดเท้าลงเหมือนเดิม จะรู้สึกได้กับกล้ามเนื้อต้นขาด้านหลังในขณะปลายเท้างอเข้าใกล้กัน
5. สลับขาข้างซ้ายในทำนองเดียวกัน ทำเช่นนี้ให้ได้ข้างละ 10-15 ครั้ง (1 เซ็ท)
6. ควรปฏิบัติ 3 เซ็ท/วัน 3-5 วัน /สัปดาห์



ข้อแนะนำ : ควรควบคุมจังหวะในการบริหารให้สม่ำเสมอ ร่างกายส่วนบนต้องนิ่ง ยกขาขึ้นในแนวตรง ไม่เอียงไปด้านใดด้านหนึ่ง กดสะโพกแนบพื้นอยู่เสมอ

บริหารต้นขาด้านนอก 1
1. นอนตะแคงเอียงข้างซ้าย(หรือขวาก็ได้ตามแต่จะถนัด)ลงบนเบาะ ร่างกายอยู่ในแนวเส้นตรง หนุนศีรษะด้วยฝ่ามือด้านซ้าย โดยต้นแขนวางราบยันพื้นไว้
2. มือขวาวางอยู่บนพื้นด้านหน้า เพื่อช่วยพยุงน้ำหนักตัว ขาซ้ายงอเล็กน้อย
3. สะโพกตรง เกร็งกระชับกล้ามเนื้อหน้าท้องไว้
4. ค่อยๆ ยกขาขวาขึ้นอย่างช้าๆ โดยไม่ต้องเกร็งหัวเข่า
5. เมื่อยกได้สูงสุดแล้วให้นิ่งไว้สักครู่ จากนั้นค่อยๆ ลดขาลง แล้วหยุดอยู่เหนือพื้นเล็กน้อย
6. จะรู้สึกได้ถึงความตึงของต้นขาด้านนอกขณะที่ยกขาขึ้น
7. สลับขาข้างซ้ายในทำนองเดียวกัน ทำเช่นนี้ให้ได้ข้างละ 10-15 ครั้ง (1 เซ็ท)
8. ควรปฏิบัติ 3 ชุด / วัน 3-5 วัน / สัปดาห์



บริหารต้นขาด้านใน 1
1. นอนตะแคงข้างซ้ายบนเบาะ หนุนศีรษะด้วยฝ่ามือด้านซ้าย โดยต้นแขนวางราบยันพื้นไว้
2. งอเข่าขวาชี้ตรงมาด้านหน้า ท่อนล่างทำมุมฉากกับต้นขา โดยวางเข่าขวาบนพื้น หรือยกพ้นพื้นเล็กน้อย
3. ขาซ้ายเหยียดตรง พยายามดึงกล้ามเนื้อจากเท้าขึ้นตามแนวของต้นขา
4. ยกขาซ้ายขึ้นสูงให้เป็นแนวเส้นตรง แล้วลดลง
5. จะรู้สึกได้กับความตึงของต้นขาด้านใน ขณะที่ยกขาขึ้นจากพื้น
6. สลับขาข้างซ็ายในทำนองเดียวกัน ทำเช่นนี้ให้ได้ข้างละ 10-15 ครั้ง ( 1 เซ็ท)
7. ควรปฏิบัติ 3 เซ็ท / วัน 3-5 ครั้ง / สัปดาห์



ข้อควรระวังหลังออกกำลังกาย และเกิดการเหนื่อยเต็มที่

ห้ามหยุดนิ่งทันที ถ้าต้องหยุดยืนควรขยับเท้าช้าๆ เพื่อให้ชีพจรค่อยๆ เต้นช้าลงทีละน้อย
ห้ามนั่งลงทันที